Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

หรือพละ เพราะปราศจากอธิโมกข์และถูกวิกิจฉาที่มีสภาพสงสัยครอบงำโดยแท้ ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า วิกิจฉาจิตเต เอกคคตา มคุคินทุริยพลภาว์ น คจุณติ (เอกคคตาย่อมไม่
นำไปถึงความเป็นมรรค อินทรีย์ หรือพละ ในจิตที่มีความสงสัย)

๒๘. ในคำว่า ทวิเหตุกติเหตุกชวนเนสว (ในชวนจิตที่เป็นทวิเหตุกะและติเหตุกะ
ตามสมควร) นี้ คำว่า ทวิเหตุกะและติเหตุกะ ปฏิเสธชวนจิตที่เป็นโมหมูลจิต ๒ หสนจิต ๑

คำว่า ชวนจิต ปฏิเสธวิปากจิตที่เป็นทวิเหตุกะและติเหตุกะอันเกิดในภูมิ ๓

(๒๒๐) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “คำว่า ทวิเหตุกะและติเหตุกะ แสดงว่าอธิบดี
ไม่มีในจิตที่เป็นเอกเหตุกะ” แต่ท่านก็ควรแสดงว่าอธิบดีเหล่านั้นไม่มีในหสนจิตอีก เพราะ
เป็นชวนจิตเหมือนกัน

คำว่า ยถาสมภุว์ (ตามสมควร) มีความหมายว่า ตามสมควรแก่การเกิดอธิบดี
หนึ่งๆ ที่ได้รับการกระตุ้นเตือนก่อนและได้รับเหตุที่เคยเกิดมาแล้วในภพก่อน

อธิบดีอย่างเดียวย่อมปรากฏ อธิบดีอย่างที่สองย่อมปรากฏไม่ได้ มิฉะนั้น
แล้วก็ไม่ออาจเป็นอธิบดี ดังในคัมภีร์ปัฏฐานไม่ตรัสไว้ในวิภังค์ของอธิปติปัจจัยเหมือนใน
วิภังค์ของอินทริยปัจจัยว่า

อุปิโน อินทริยา สมปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ ตํสมุฏฐานานญจ รูปานํ อินทริย-
ปจฺจเยน ปจฺจโย.๒๕

“อินทรีย์ที่เป็นนามเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดร่วมกัน และเป็นปัจจัยแก่รูปที่มี
สมุฏฐานคืออินทรีย์กับธรรมที่เกิดร่วมกัน โดยความเป็นอินทรีย์ปัจจัย”

ในคัมภีร์ปัฏฐานตรัสไว้ด้วยการจำแนกแต่ละอธิบดีเท่านั้นด้วยพระดำรัสเป็นต้นว่า

ฉนฺทาธิปติ ฉนฺทสมปยุตฺตกานํ.๒๖

“ฉันทาธิบดีเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดร่วมกัน และเป็นปัจจัยแก่รูปที่มีสมุฏฐานคือ
ฉันทาธิบดีกับธรรมที่เกิดร่วมกัน โดยความเป็นอธิปติปัจจัย”

หากเป็นตามนี้ ความแตกต่างระหว่างอธิบดีกับอินทรีย์ย่อมปรากฏชัด

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka