Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

มหาสติปัฏฐานสูตรว่า กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ (ย่อมตามรู้ในกองรูปว่าเป็นกองรูปอยู่)]

(๒๒๓) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “[เวนานุปสฺสนา] คือ การตามรู้โดยเนื่องกับเวทนา” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะมีพระพุทธดำรัสว่า เวทนาสุ เวนานุปสฺสี (ตามรู้ในเวทนาว่า เป็นเวทนา)๓๒

แม้คำว่า จิตตานุปสฺสนา ก็เช่นเดียวกัน

[คัมภีร์วิภาวนีแสดงรูปวิเคราะห์ เวทนานุปสฺสนา และ จิตตานุปสฺสนา เป็นกัมมัฏฐณัฏฐ์ตัปปุริสสมาสว่า

  • เวทนานุ อนุปสฺสนา เวทนานุปสฺสนา (เวทนานุปสฺสนา คือ การตามรู้เวทนา)
  • จิตตสฺส อนุปสฺสนา จิตตานุปสฺสนา (จิตตานุปสฺสนา คือ การตามรู้จิต)

แต่คัมภีร์นี้แสดงรูปวิเคราะห์สัตตมีตัปปุริสสมาสว่า

  • เวทนาสุ อนุปสฺสนา เวทนานุปสฺสนา (เวทนานุปสฺสนา คือ การตามรู้ในเวทนา)
  • จิตฺเต อนุปสฺสนา จิตตานุปสฺสนา (จิตตานุปสฺสนา คือ การตามรู้ในจิต)

ท่านผู้แต่งได้อ้างอิงพระดำรัสในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ (ย่อมตามรู้ในเวทนาว่าเป็นเวทนาอยู่), จิตฺเต จิตตานุปสฺสี วิหรติ (ย่อมตามรู้ในจิตว่าเป็นจิตอยู่)]

(๒๒๔) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “ธมฺมานุปสฺสนา คือ การตามรู้ธรรมคือสัญญาและสังขารซึ่งมีลักษณะต่างกัน” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะในพระบาลีไม่มีที่ใดซึ่งเรียกสัญญาและสังขารเป็นพิเศษว่าธรรม[ในธมฺมานุปสฺสนา] ความจริงในพระบาลีตรัส-นิรวณ์ ๖ ไว้ก่อน ต่อมาจึงตรัสอุปาทานขันธ์ ๕ ต่อจากนั้นจึงตรัสอายตนะ ๑๒ ภายหลังจึงตรัสโพชฌงค์ ๗ ถัดจากนั้นจึงตรัสอริยสัจ ๔๓๓

ถามว่า : หากเป็นตามนี้ เมื่อพระพุทธองค์ตรัสธมฺมานุปสฺสนาอย่างเดียวแล้ว สติปัฏฐานอื่นก็นับเข้า[ในธมฺมานุปสฺสนา] จึงควรตรัสสติปัฏฐานอย่างเดียว ไม่ควรตรัสสติปัฏฐาน ๔ มิใช่หรือ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka