ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะรูปขันธ์ในธรรมานุปัสสนาตรัสไว้ด้วยการ
ตามรู้ลักษณะแปรปรวน เนื่องจากลักษณะแปรปรวนเป็นสภาวธรรมแยกจากบัญญัติ
รูปขันธ์ย่อมเป็นไปเพื่อละอัตตวิปัลลาส (ความเห็นแปรปรวนว่าเป็นอัตตา) ที่
ละเอียดโดยพิเศษแก่บุคคลผู้ตามรู้อย่างนั้น
ส่วนคำว่า “กองรูป” [ในกายานุปัสสนา] โปรดทราบโดยเนื่องกับรูปธรรมที่เป็น
มหาภูตรูปอันเป็นกองรูปนั้นๆ มิใช่เนื่องกับลักษณะแปรปรวน ทั้งกองรูปทุกกองที่ประชุมกัน
โดยถือเอาความเป็นรูปนั้นๆ ก็มิใช่สภาวธรรมที่แยกจากบัญญัติ เพราะยังเจือด้วยบัญญัติ
กองรูปดังกล่าวย่อมเป็นไปเพื่อละสุภวิปัลลาส (ความเห็นแปรปรวนว่าดีงาม) อันไม่ละเอียด
แก่บุคคลผู้ตามรู้อย่างนั้น
เช่นเดียวกันนี้ เวทนาและจิตก็มีวิปัลลาส ๒ อย่าง คือ วิปัลลาสหยาบ และ
วิปัลลาสละเอียด นิจจวิปัลลาส (ความเห็นแปรปรวนว่าเที่ยง) และสุขวิปัลลาส (ความเห็น
แปรปรวนว่าเป็นสุข) ที่เนื่องในอัตตา เป็นวิปัลลาสหยาบ ส่วนอัตตวิปัลลาสเป็นวิปัลลาส
ละเอียด ในข้อนั้น พระพุทธองค์ตรัสเวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนาไว้แยกกัน เพื่อละ
วิปัลลาสหยาบ ส่วนเวทนาขันธ์และวิญญาณขันธ์ในธรรมานุปัสสนา ตรัสไว้เพื่อละวิปัลลาส
ละเอียด ดังนั้น พระผู้มีภาคจึงตรัสสติปัฏฐาน ๔
[สรุปความว่า สติปัฏฐาน ๔ ย่อมเป็นไปเพื่อละวิปัลลาส ๔ ประการ คือ
- กายานุปัสสนา ละสุภวิปัลลาส (ความเห็นแปรปรวนว่าดีงาม)
- เวทนานุปัสสนา ละสุขวิปัลลาส (ความเห็นแปรปรวนว่าสุข)
- จิตตานุปัสสนา ละนิจจวิปัลลาส (ความเห็นแปรปรวนว่าเที่ยง)
- ธรรมานุปัสสนา ละอัตตวิปัลลาส (ความเห็นแปรปรวนว่าเป็นอัตตา)]
คือ ธรรมที่ทำให้บุคคลพากเพียรชอบ
คำนี้เป็นชื่อของความเพียรชอบที่เป็นไปโดยไม่ท้อถอยว่า “กามึ ตโจ จ นุหารุ จ,
อฏฐิ จ อวสิสฺสตุ, อุปสุสฺสตุ เม สรีเร มํสโลหิตํ, ยนฺตํ ปุริสาถเมนปุริสปรุกกเมน ปตฺตพพกํ.
น ตํ อปตฺตวา วีริยสฺส สณฺฐานํ ภวิสฺสติ”๓๒ (หนัง เอ็น และกระดูก จงเหลืออยู่เถิด เนื้อและ