ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำนี้เป็นชื่อของมหคตธรรมและโลกุตตรธรรมทั้งหมดที่สำเร็จได้ด้วยการบำเพ็ญ
เพียรในศาสนาของพระศาสดา
[คำว่า อิทธิ มีความหมาย ๒ ประการ คือ
- ความสำเร็จ = อิชฌนํ อิทธิ (ลง ติ ปัจจัยในภาวสาธนะ)
- ธรรมที่สำเร็จ = อิชฌติติ อิทธิ (ลง ติ ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)]
ปาทะ คือ เหตุทำให้เป็นไป
อิทธิบาท คือ เหตุแห่งความสำเร็จ หมายถึง เหตุที่มีกำลัง กล่าวคือ เหตุหลัก
ในการบรรลุความสำเร็จ
อิทธิบาทมี ๔ อย่างด้วยประเภทของอธิบดีธรรม ๔ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
จตุตาโร อิทธิปาทา (อิทธิบาทมี ๔ คือ ฉันทำทิบาท วิริยทิบาท จิตตทิบาท และ
วิมังสิทิบาท) เป็นต้น
ฉันททิบาท หมายถึง อิทธิบาทคือฉันทะที่เป็นอธิบดีนั่นแหละ
แม้อิทธิบาทอื่นก็มีนัยเดียวกัน
อุตริมนุสสธรรมที่เป็นมหคตคะและโลกุตตรทั้งหมด ไม่อาจบรรลุได้ด้วยฉันทะ
วิริยะ จิตตะ หรือปัญญาสสามัญ แต่พึงบรรลุได้ด้วยฉันทะเป็นต้นที่เป็นอธิบดีไม่ถูกปลิโพธ
อย่างใดอย่างหนึ่งขัดขวาง ในที่นี้จึงหมายเอาธรรม ๔ อย่างนี้ที่เป็นอธิบดีเท่านั้น
(๒๒๕) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “อิทธิ (ฤทธิ์) คือ ธรรมที่ทำให้การอธิษฐาน
เป็นต้นสำเร็จ หมายถึง อิทธิวิธญาณ อิทธิบาท คือ เหตุของฤทธิ์” ข้อความนั้นคล้อยตาม
พระพุทธดำรัสในสังยุตตนิกายว่า
กตมา จ ภิกขเว อิทธิ. อิธ ภิกขเว ภิกขุ อเนกวิหต์ อิทฺธิวิธํ ปจจนุโภติ. เอโกปิ
หุตฺวา พหุธา โหติ ฯเปฯ ยาว พรฺหุมโลกาปิ กาเยน วส์ วตฺเตติ. อย์ วุจุจติ ภิกขเว อิทธิ.๓๔
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฤทธิ์เป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้แสดงอิทธิฤทธิ์ หลายอย่างได้
คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้