ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาทินทรีย์พึงทราบในที่ใด สมาทินทรีย์พึงทราบในฌาน ๔ นี้”
กำลังของปัญญาพึงทราบในอริยสัจ ๔ ดังพระพุทธวจนะว่า
กตถ ภิกขเว ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฐพฺพ์. จตุสุ อริยสจเจสุ เอตถ ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฐพฺพ์.๕
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญินทรีย์พึงทราบในที่ใด ปัญญินทรีย์พึงทราบในอริยสัจ ๔ นี้”
๓๕. ญาณในมรรค ๔ ชื่อว่า สมฺโพธิ โดยมีรูปวิเคราะห์ว่า สมฺโพธิ คือ ญาณรู้ตลอด
อีกนัยหนึ่ง สมฺโพธิ คือ ญาณที่ทำให้บุคคลรู้ตลอด เมื่อญาณนั้นรู้แจ้งอริยสัจ ๔
อยู่ ย่อมรู้ตลอดพร้อมทั้งกิจ ๑๖ อย่าง มิใช่รู้เพียงบางส่วน
[กิจ ๑๖ อย่าง คือกิจอย่างละ ๔ ได้แก่ปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิกิริยากิจ และภาวนา-
กิจในอริยสัจทั้ง ๔
คำว่า สมฺโพธิ มีความหมาย ๒ ประการ คือ
- ญาณรู้ตลอด = สมตฺโต พุชฌตีติ โพธิ (ลง อิ ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)
- ญาณที่ทำให้บุคคลรู้ตลอด = พุชฌนฺติ เอตายาติ โพธิ (ลง อิ ปัจจัยในกรณสาธนะ)]
สมฺโพฌงฺคะ หมายถึง องค์คือปัจจัยที่มีกำลังกระทำ[กิจ]ร่วมกันของญาณรู้ตลอด
เพราะมีสภาพก่อให้เกิดญาณรู้ตลอดดังกล่าว
สติสมฺโพฌงฺค์ หมายถึง องค์แห่งการตรัสรู้คือสติ เมื่อสตินั้นเจริญไพบูลย์ดี
ในอารมณ์ของตน ๔ อย่างมีกองรูปเป็นต้น กำจัดฝ่ายความประมาททั้งหมดตามลำดับแล้ว
เพิ่มพูนฝ่ายความไม่ประมาท ย่อมก่อให้เกิดญาณรู้ตลอดคือมรรคญาณ ๔
ธมฺมวิจยะ คือ ปัญญาหยั่งรู้ธรรมภายในและภายนอกอันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
กล่าวคือ หยั่งเห็นอาการที่พึงรู้ในสภาวะทั้งหมดเหมือนกระทำให้เป็นผงละเอียดด้วยสภาวะ
อาการต่างๆ มีความแข็งและการกระทบเป็นต้นพร้อมทั้งความไม่เที่ยงเป็นต้น
[การหยั่งเห็นสภาวะการแข็งและการกระทบเป็นต้น เป็นการรับรู้สภาวะลักษณะ คือลักษณะ
พิเศษ ส่วนการหยั่งเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้น เป็นการรับรู้สามัญลักษณะ คือ ลักษณะทั่วไป]