Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ หมายถึง องค์แห่งการตรัสรู้คือปัญญา เมื่อธัมมวิจยะนั้น
เจริญไพบูลย์ดีในธรรมที่เป็นอารมณ์ของตน กำจัดฝ่ายความหลงผิดทั้งหมดตามลำดับแล้ว
เพิ่มพูนฝ่ายความไม่หลงผิด ย่อมเกิดขึ้นเป็นญาณรู้ตลอดคือมรรคญาณ ๔

วิริยสัมโพชฌงค์ หมายถึง องค์แห่งการตรัสรู้คือวิริยะ เมื่อวิริยะนั้นเจริญไพบูลย์ดี
ในธรรมที่เป็นอารมณ์ของตน ๔ อย่าง กำจัดหมู่กิเลสที่เป็นฝ่ายความหดหู่ท้อถอยเกียจคร้าน
ทุกอย่างในกุศลธรรมแล้ว เพิ่มพูนฝ่ายการบำรุงรักษาธุระ[ในสมถะและวิปัสสนา]ทั้งหมด
ย่อมก่อให้เกิดการตรัสรู้ตามที่กล่าวแล้ว

ปีติสัมโพชฌงค์ หมายถึง องค์แห่งการตรัสรู้คือปีติ เมื่อปีตินั้นเจริญไพบูลย์ดี
ในอารมณ์ดังที่กล่าวมาแล้ว กำจัดฝ่ายความเบื่อหน่ายไม่รื่นรมย์ของจิตในกุศลธรรมทั้งหมด
แล้วเพิ่มพูนฝ่ายความพึงใจเพลิดเพลินยินดีในธรรม ย่อมก่อให้เกิดการตรัสรู้ ตามที่กล่าวแล้ว

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ หมายถึง องค์แห่งการตรัสรู้คือปัสสัทธิ เมื่อปัสสัทธินั้น
เจริญไพบูลย์ดีในอารมณ์ดังที่กล่าวมาแล้ว กำจัดฝ่ายความเร่าร้อนกระวนกระวายของจิต
ทั้งหมดแล้ว เพิ่มพูนฝ่ายความสงบเย็น ย่อมก่อให้เกิดการตรัสรู้ตามที่กล่าวแล้ว

สมาธิสัมโพชฌงค์ หมายถึง องค์แห่งการตรัสรู้คือสมาธิ การที่สมาธิก่อให้เกิด
ธรรมที่รู้ตลอด ประจักษ์ชัดแล้ว

[สมาธิที่มีอารมณ์คือสภาวธรรมอันได้แก่รูปธรรมกับนามธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อก่อให้เกิด
วิปัสสนาปัญญา ทั้งนี้เพราะจิตตวิสุทธิย่อมเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐวิสุทธิเป็นต้น ดังพระพุทธวจนะว่า
สมาธี ภิกขเว ภาเวถ. สมาหิโต ภิกขุ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ.๗
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงเจริญสมาธิ ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมรู้แจ้งเห็นประจักษ์ตาม
ความเป็นจริง
ธมฺมตา เอสา ภิกขเว, ยํ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ.๘
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ ย่อมเห็น ตามความเป็นจริง ลักษณะเช่น
นี้เป็นธรรมดาในโลก”

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ หมายถึง องค์แห่งการตรัสรู้คืออุเบกขาอันได้แก่ตตร-

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka