Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

มัชฌัตตตา เมื่ออุเบกขานั้นเจริญไพบูลย์ดีในอารมณ์ของสติเป็นต้นดังที่กล่าวไว้ แล้วกำจัดฝ่ายความหดหู่ซัดส่ายของจิตทั้งหมดแล้ว เพิ่มพูนฝ่ายความสมดุล ย่อมก่อให้เกิดการรู้แจ้งตามที่กล่าวแล้ว

[อุเบกขาสัมโพชฌงค์นี้ โดยองค์ธรรมคือตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก เจตสิกดวงนี้ทำหน้าที่ปรับอินทรีย์ให้สมดุลกัน กล่าวคือ ทำให้วิริยะสมดุลกับสมาธิ จึงกำจัดความหดหู่เซื่องซึมและความซัดส่ายได้ ในเวลาที่ไม่เกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ บางขณะวิริยะจะมากกว่าสมาธิ ส่งผลให้เกิดความซัดส่าย หรือเมื่อสมาธิมากกว่าวิริยะ ความหดหู่เซื่องซึมก็จะเกิดขึ้น

โพชฌงค์เหล่านี้เริ่มเกิดตั้งแต่วิปัสสนาญาณที่ ๔ และมีกำลังกล้าตั้งแต่วิปัสสนาญาณที่ ๕ เป็นต้นไป มีข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ในคัมภีร์อรรถกถาของทีฆนิกายและมัชฌิมนิกายว่า

      เอตถุ หิ สมปุชฌติ อาทรวิปสฺสโต ปญฺฉาย โยคาวจโรติ สมฺโพธิ๕
      “พระโยคาวจรอย่อมหยั่งรู้ตั้งแต่เริ่มปรารภวิปัสสนา จึงชื่อว่า สัมโพธิ”
คัมภีร์ฎีกาของทีฆนิกายและมัชฌิมนิกายอธิบายว่า
      อุททยญญาณปุปตฺติโต ปญฺฉาย สมฺโพธิปฏิปทายิ ฐิโต นาม โหตีติ อาห อาทรวิปสฺสโต ปญฺฉาย โยคาวจโรติ สมฺโพธิ์๖
      “พระโยคาวจรชื่อว่าตั้งอยู่ในปฎิปทาหยั่งรู้ตั้งแต่การอุบัติแห่งปัญญาที่รู้เห็นความเกิดขึ้นและดับไป ฉะนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า อาทรวิปสฺสโต ปญฺฉาย โยคาวจโรติ สมฺโพธิ (พระโยคาวจรอย่อมหยั่งรู้ตั้งแต่เริ่มปรารภวิปัสสนา จึงชื่อว่า สัมโพธิ)”

๓๖. สัมมาทิฏฐิ

คือ ความเห็นชอบ กล่าวคือ ความเห็นไม่แปรปรวน

สัมมาทิฏฐิมี ๔ ประเภทคือ ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุแห่งทุกข์ ความรู้ในความดับทุกข์ และความรู้ในทางแห่งความดับทุกข์

สัมมาสังกัปปะ

คือ ความดำริชอบ กล่าวคือ ความดำริไม่แปรปรวน หมายความว่า กระทำสัมมาทิฏฐิให้แผ่ไปในสภาวะที่พึงหยั่งเห็น สัมมาสังกัปปะจึงนับเข้าในปัญญาขันธ์สมจริงดังสากกว่า

      ยา จาวุโส วิสาข สมฺมาทิฏฐิ, โย จ สมฺมาสงกปฺโป, อิเม ธมฺมา ปญฺญากฺขนฺเธ สสงหิตา.๗

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka