Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

“ผู้มีอายุวิสาขะ ธรรมเหล่านี้คือสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ นับเข้าในปัญญาขันธ์”

[สัมมาสังกัปปะ โดยองค์ธรรมคือวิตกเจตสิก วิตกเจตสิกนั้นทำหน้าที่ยกจิตซึ่งมีสัมมาทิฏฐิ
ให้เข้าสู่สภาวะอารมณ์มีกองรูปเป็นต้นที่พึงหยั่งเห็น จึงนับเข้าในปัญญาขันธ์]

สัมมาวาจาเป็นต้นมีเนื้อความที่กล่าวมาแล้ว
สัมมาวายามะ คือ ธรรมที่ทำให้บุคคลเพียรชอบ หมายถึง ความเพียรที่เป็น
สัมัปปธานซึ่งทำให้หน้าที่ ๔ อย่างสำเร็จ

อธิบายคาถาสรุป

๓๙. ท่านกล่าวว่า จุทฺทเสเต สภาโวโต (โดยสภาวธรรมมี ๑๔) โดยกระทำปัสสัทธิ
ทั้งสอง[คือกายปัสสัทธิและจิตตปัสสัทธิ]ให้รวมเป็นหนึ่งโดยความเป็นปัสสัทธิเหมือนกัน

คำว่า สตฺตธา (มี ๗) คือ มี ๗ ด้วยการจำแนกตามสติปัฏฐาน ๔ และสัมัปปธาน
๔ เป็นต้นที่กล่าวไว้แล้ว

๔๐. บัดนี้ ท่านกล่าวว่า สงกปฺปปสุสทฺธิ จ เป็นต้น เพื่อแสดงถึงความต่างกัน
แห่งฐานะของกิจ ๑๔ อย่าง

(๒๒๖) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “พระอนุรุทธาจารย์กล่าวว่า สตฺตธา ตตฺถ สงฺคโห
(การประมวลธรรมฝ่ายตรัสรู้นั้นมี ๗) แล้วกล่าวคาถาว่า สงกปฺปปสุสทฺธิ จ เป็นต้น เพื่อ
อธิบายข้อความดังกล่าว” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะองค์ธรรม ๗ อย่างไม่มีในคาถานั้น

ธรรม ๙ อย่างปรากฏที่เดียว คือ สังกัปปะ และวิริตี ๓ ปรากฏที่เดียวในองค์
ของมรรค

ปัสสัทธิ ปิติและอุเบกขาปรากฏที่เดียวในโพชฌงค์

ฉันทะและจิตตะปรากฏที่เดียวในอิทธิบาท

วิริยะอย่างหนึ่งปรากฏ ๙ ที่ด้วยประเภทของสัมัปปธาน ๔ อิทธิบาท อินทรีย์
พละ โพชฌงค์ และองค์ของมรรค

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka