Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

เช่นเดียวกันนี้ เวทนาและสัญญาที่จำแนกประเภทเป็นอดีตเป็นต้นซึ่งรวบรวม
ไว้เป็นกองด้วยลักษณะความรู้สึกและความหมายรู้อย่างเดียวกัน ชื่อว่า เวทนาขันธ์

สัญญาขันธ์

สังขาร คือ ธรรมที่มาประชุมกันแล้วปรุงแต่ง หมายถึง ผัสสะและเจตนาเป็นต้น
ธรรมเหล่านั้นมาประชุมร่วมกันในอุปปัตติทวาร ๖ (ทวารทั้ง ๖ ที่เป็นที่เกิดของวิถีจิตมี
จักขุทวารเป็นต้น) หรือในกรรมทวาร ๓ (ทวารที่ก่อให้เกิดกรรมมีกายทวารเป็นต้น) ย่อม
ปรุงแต่งกิจทั้งหมด มีการเห็นและการได้ยินเป็นต้นซึ่งเป็นกิจทั่วไป หรือกิจทางกายวาจา
ใจ หรือการนอน การนั่ง การยืน การเดิน การพูด และการนึกคิดเป็นต้น ด้วยหน้าที่ของ
ตนๆ ซึ่งมีการสัมผัสและความตั้งใจเป็นต้น ดังพุทธวจนะในสังยุตตนิกายว่า

กิญจ ภิกขเว สงขาเร วเทถ. สงขตํ อภิสงขโรนฺตีติ โข ภิกขเว ตสฺมา สงขาราติ
วุจจตนฺติ. กิญจ สงขตํ อภิสงขโรนฺติ, รูปํ รูปถทาย สงขตํ อภิสงขโรนฺติ. เวทนํ เวทนตุถาย
สงขตํ อภิสงขโรนฺติ. สญฺญํ สญฺญตุถาย สงขตมภิสงขโรนฺติ. สงขารเร สงขารตุถาย
สงขตมภิสงขโรนฺติ. วิญญาณํ วิญญาณตุถาย สงขตมภิสงขโรนฺติติ. สงขตมภิสงขโรนฺติติ โข
ภิกขเว ตสฺมา สงขาราติ วุจจตนฺติ.๕

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุใดจึงเรียกว่า สังขาร เพราะปรุงแต่งผลธรรมจึงเรียกว่า
สังขาร ปรุงแต่งผลธรรมอะไร ปรุงแต่งผลธรรมคือรูปเพื่อให้เกิดรูป ปรุงแต่งผลธรรม
คือเวทนาเพื่อให้เกิดเวทนา ปรุงแต่งผลธรรมคือสัญญาเพื่อให้เกิดสัญญา ปรุงแต่งผลธรรม
คือสังขารเพื่อให้เกิดสังขาร ปรุงแต่งผลธรรมคือวิญญาณเพื่อให้เกิดวิญญาณ”

ในพระบาลีนั้น พระดำรัสว่า “ปรุงแต่งผลธรรมคือรูปเพื่อให้เกิดรูป” มีความหมายว่า
ความเปลี่ยนแปลงของรูปใดๆ ที่เป็นไปด้วยการนอนและการนั่งเป็นต้น บุคคลย่อมปรารถนา
ในกาลใดๆ สังขารย่อมปรุงแต่งผลธรรมคือความเปลี่ยนแปลงของรูปนั้นๆ ด้วยการเปลี่ยน
อิริยาบถเป็นต้นเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของรูปนั้นๆ การประกอบความโดยรวมเอา
รูปภายนอกที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมดมีของเคี้ยวของกินเป็นต้น ผ้าและเครื่องประดับ
เป็นต้น หรือเตียง ตั้ง เรือน และรถเป็นต้น ย่อมสมควรอีกด้วย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka