Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

เวทนาทั้งหมดที่ปรากฏในปัจจุบันภพหรือสัมปรายภพ ชื่อว่า เวทนา บุคคลเมื่อ
ปรุงแต่งผลธรรมคือเวทนาซึ่งปรากฏในปัจจุบันภพ ย่อมปรุงแต่งด้วยการทำให้สำเร็จสิ่งที่
ก่อให้เกิดเวทนานั้นๆ มีจิตรกรรม การฟ้อนรำ และการขับร้องเป็นต้น และเมื่อปรุงแต่ง
เวทนาที่จะเกิดขึ้นในสัมปรายภพ ย่อมปรุงแต่งด้วยความปรารถนาเวทนานั้นๆ ที่เป็นสมบัติ
ของมนุษย์หรือเป็นทิพย์ แล้วบำเพ็ญทานและศีลเป็นต้น

สัญญา สังขาร และวิญญาณอื่นก็มีนัยเดียวกัน

[คำว่า สงฺขาร สำเร็จรูปมาจาก ส์ บทหน้า + กร ธาตุ + ณ ปัจจัย ส์ อุปสรรคมืออรรถว่า
“ประชุม” ส่วน กร ธาตุมีอรรถว่า “กระทำ, ปรุงแต่ง” คำว่า สังขาร จึงมีความหมายว่า ธรรมที่มา
ประชุมกันแล้วปรุงแต่ง]

พึงอธิบายความในสังขารขันธ์โดยทราบความเป็นไปของโลกทั้งหมดด้วยนัยว่า
ย่อมปรุงแต่งผัสสะเพื่อก่อให้เกิดผัสสะ ปรุงแต่งเจตนาเพื่อก่อให้เกิดเจตนา เป็นต้น หรือ
ด้วยนัยว่า ย่อมปรุงแต่งทานเพื่อก่อให้เกิดบุญในทาน ปรุงแต่งศีลเพื่อก่อให้เกิดบุญในศีล
ปรุงแต่งปาณาติบาตเพื่อก่อให้เกิดบาปในปาณาติบาต เป็นต้น

ถามว่า : เหตุไฉนเวทนาและสัญญาจึงกล่าวแยกไว้[ว่าเป็นเวทนาขันธ์และสัญญา
ขันธ์] โดยไม่กล่าวถึงธรรมเป็นต้นว่าเจตนา วิตก โลภะและศรัทธา สติ หรือปัญญา ที่ปรากฏ
ในสังขารขันธ์โดยความเป็นขันธ์เฉพาะ

ตอบว่า : อุปมาเหมือนหมoยาผู้ฉลาดได้รวบรวมรากไม้เพื่อทำยาไว้แล้ว เมื่อ
จะบดเป็นผงได้สังเกตว่ารากไม้เหล่านี้ รากนี้แม้จะใหญ่ก็อ่อน รากนี้แม้จะเล็กก็แข็ง จึงเลือก
เฉพาะรากไม้ที่แข็งแล้วทุบให้แหลกลละเอียดก่อน และนำรากไม้อ่อนที่เหลือทั้งหมดผสม
เข้ากันทุบให้ละเอียด ต่อมาจึงนำทั้งหมดมาบดตำในครกหินให้เป็นผงแล้วนำไปใช้ใน
เภสัชกรรม เมื่อเขากระทำเช่นนี้ย่อมไม่ลำบาก ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลายผู้ขวนขวายเพื่อละวิปลาสในความเที่ยง เป็นสุข และเป็นอัตตา โดย
ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ในนามธรรมกับรูปธรรม จักลำบากในธรรมทั้งสามในเมื่อพระองค์

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka