Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ไม่ทรงจำแนก จึงยกธรรมสามอย่างในนามธรรมคือเวทนา สัญญา และสังขารขึ้นแสดง
ตั้งเป็นชื่อขันธ์หนึ่งๆ ไว้โดยเฉพาะ ฉันนั้น

ความพิสดารว่า เมื่อน้ำมีอยู่ ฝูงปลาย่อมไม่เบื่อหน่าย แต่เมื่อน้ำไม่มี ย่อม
เบื่อหน่ายโดยแท้ หรือหมู่ผึ้งภมรย่อมไม่เบื่อหน่ายในป่าที่ได้รับน้ำเกสรและน้ำผลไม้ แต่เมื่อ
ไม่ได้รับอยู่ย่อมเบื่อหน่ายโดยแท้ ฉันใด ที่พึ่งอื่นอันเสมอกับเวทนาซึ่งเหล่าสัตว์หมายรู้ว่า
เป็นสุขหามิได้ ฉันนั้น เหล่าสัตว์ผู้ยินดีสมบัติของมนุษย์ เทวดา และพรหมอยู่ ย่อม
เพลิดเพลินเพื่อสุขเวทนานั้นเอง ถ้าบุคคลได้รับสุขเวทนาตามต้องการโดยปราศจากสมบัติได้
ใครจะพึงใจสมบัติเหล่านั้น

เช่นเดียวกันนี้ เหล่าสัตว์เมื่อปรุงแต่งผลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีในปัจจุบัน
ภพหรือสัมปรายภพด้วยธรรมที่เป็นสังขารขันธ์เป็นต้นว่าผัสสะและเจตนา วิตก วิจาร และ
วิริยะ โลภะและโทสะ สัทธา สติ และปัญญา ย่อมปรุงแต่งเพื่อสุขเวทนา ถ้าบุคคลได้รับสุข
ตามต้องการโดยปราศจากการปรุงแต่งเช่นนั้นได้ ธรรมเหล่านั้นก็หาประโยชน์มิได้ แล้วใคร
จักปรุงแต่งธรรมดังกล่าว

โดยประการดังนี้ ในธรรมที่ชาวโลกหมายรู้ว่าเป็นสุข เหล่าสัตว์สำคัญเวทนาว่า
เป็นสุขอันถึงความยิ่งยวด พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงขันธ์โดยกระทำเวทนานั้นให้เป็น
ขันธ์เฉพาะอย่างหนึ่ง

เช่นเดียวกันนี้ ในที่พึ่งซึ่งเหล่าสัตว์หมายรู้ว่าเป็นอัตตา ไม่มีที่พึ่งใด้เสมอกับ
สัญญา หมายความว่า เหล่าสัตว์นั้นๆ หลายประเภท หมายรู้สิ่งที่ควรรู้ทุกอย่างในวิสัยของตนๆ
ด้วยสัญญาแล้วถึงความเป็นผู้รู้ เมื่อถึงความเป็นผู้รู้อยู่ ย่อมเที่ยวไปกระทำสัญญาที่[ปุถุชน]
สมมุติว่าเป็นปัญญาในโลกให้เป็นอัตตาอย่างยิ่งเช่นนี้ว่า “เรารู้เท่าที่คนอื่นรู้ ใครจะเลิศกว่าเรา”
โดยประการดังนี้ ในบรรดาธรรมที่ชาวโลกหมายรู้ว่าเป็นอัตตา สัญญาเป็นสิ่งที่เหล่าสัตว์
สำคัญว่าเป็นอัตตาอันถึงความยิ่งยวด พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงขันธ์โดยกระทำสัญญา
ให้เป็นขันธ์เฉพาะอย่างหนึ่ง

เช่นเดียวกันนี้ ในที่พึ่งซึ่งเหล่าสัตว์หมายรู้ว่าเป็นสิ่งเที่ยง ไม่มีที่พึ่งใด้เสมอ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka