ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๔๓. อุปาทานขันธ์ คือ ขันธ์ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ๔
ธรรมที่มีอาสวะและไม่มีอาสวะ เรียกว่า ขันธ์ ๕ ด้วยอำนาจของการรวบรวม
ธรรมที่มีสภาวะเหมือนกันทั้งหมด ส่วนธรรมที่เกิดร่วมกับอาสวะเท่านั้น เรียกว่า อุปาทาน-
ขันธ์ ๕ ด้วยอำนาจของการกำหนดอารมณ์ของวิปัสสนา
๔๔. อายตนะ คือ สภาพขวนขวายยิ่ง กล่าวคือ สภาพที่เหมือนขวนขวายยิ่ง
เพื่อความเกิดขึ้นแห่งผลของตน
คำว่า อายตน เมื่อปรากฏในทวารภายใน ๖ ทวารย่อมเป็นไปในอรรถว่า “แดน
เกิด ที่อยู่ และที่แผ่ไป” เมื่อปรากฏในทวารภายนอกทั้ง ๖ ย่อมเป็นไปในอรรถว่า “ที่ชุมนุม”
เมื่อปรากฏในทวารทั้ง ๒ ย่อมเป็นไปในอรรถว่า “เหตุ”
[คำว่า อายตน มีความหมาย ๖ ประการ คือ
- ธรรมที่ขวนขวายยิ่ง หมายถึง อายตนะภายในและภายนอก ๑๒ = อายตนุตตีติ
อายตนานิ (กัตตุสาธนะ อา อุปสรรคมีอรรถว่า ยิ่ง)
- แดนเกิด หมายถึง อายตนะภายใน ๖
- ที่อยู่ หมายถึง อายตนะภายใน ๖
- ที่แผ่ไป หมายถึง อายตนะภายใน ๖
- ที่ชุมนุม หมายถึง อายตนะภายนอก ๖
- เหตุ หมายถึง อายตนะภายในและภายนอก ๑๒
อายตน ศัพท์ที่เป็นไปในอรรถที่ ๒-๖ เรียกว่า อนิปผันนปาฎิปทิกะ คือ บทไม่มีรากศัพท์
และวิเคราะห์ศัพท์ตามหลักภาษาไม่ได้]
ธรรมคือจิตและเจตสิกเมื่อเกิดขึ้นร่วมกันเสมอในภพหนึ่งหรือในสงสารที่ไม่ปรากฏ
เบื้องต้น ย่อมเกิดในฐานะคือทวาร ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น ไม่เกิดในที่อื่น แม้อาศัยอยู่ด้วย
การติดตามกระแสจิต ก็อยู่ที่ทวาร ๖ ไม่อยู่ในที่อื่น แม้ปรากฏเหมือนแผ่ไป ก็เป็นไปใน
ทวาร ๖ ไม่แผ่ไปในที่อื่น ดังนั้น จักขุทวารเป็นต้นจึงได้ชื่อว่า อายตนะ เพราะเป็นแดนเกิด
ที่อยู่ และที่แผ่ไป ทั้งควรกล่าวอีกเหมือนชื่อว่า เทวายตน (เทวาลัย) เพราะเป็นที่พำนัก
ของเทวดา