ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เมื่อต้นไม้แข็งแรงมีดอกผลสมบูรณ์ ฝูงนกจากทิศนั้นๆ ย่อมมาประชุมกันเสมอ
เพื่อหลีกเร้นจากภัยและหาอาหาร ฉันใด ธรรมคือจิตและเจตสิกย่อมมาประชุมกันเสมอ
ในที่นั้นๆ ที่ใดที่หนึ่งใน ๖ แห่งมีรูปเป็นต้นเพื่อรับรู้อารมณ์ ฉันนั้น ทวาร ๖ มีรูปเป็นต้น
จึงชื่อว่า อายตนะ เพราะเป็นที่ประชุม
ทวารทั้งสอง[คือทวารภายในและทวารภายนอก] ชื่อว่า อายตนะ เพราะเป็น
เหตุเกิดของจิตและเจตสิก
จักขุตายนะ หมายถึง อายตนะคือจักขุ
โสตายนะเป็นต้นที่เหลือ ก็เช่นเดียวกัน
จักขุตายนะและโสตายนะย่อมปรากฏแก่เหล่าสัตว์ เพราะมีอุปการะมากในกิริยา
ที่เป็นประโยชน์และแผ่ไปในกามภูมิและรูปภูมิ พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ก่อน
ต่อจากนั้นตรัสฆานายนะไว้ เพราะอยู่ใกล้กับอายตนะทั้งสองนั้น
หลังจากนั้นจึงตรัสชิวหายตนะ อายตนะ ๔ อย่างนี้ชื่อว่า อายตนะเฉพาะที่
กายายตนะซึ่งแผ่ไปทั่วร่างกายทั้งหมดได้รับการตรัสไว้ถัดจากนั้น
ต่อมาจึงตรัสมนายตนะที่รับรู้อารมณ์ของอายตนะทั้งหมด
ส่วนอายตนะภายนอกอื่น ตรัสไว้ตามลำดับของอายตนะภายใน เพราะเป็นอารมณ์
ของอายตนะภายในเหล่านั้น
๔๕. ธาตุ คือ ธรรมที่ทรงสภาวะของตนไว้ โดยไม่คล้อยตามอำนาจของใครๆ
คือบุคคล สัตว์ มนุษย์ เทวดา หรือพรหม
อีกนัยหนึ่ง ธาตุ คือ ธรรมที่ถูกกำหนดไว้ตามสภาวะ เพราะถูกกำหนดไว้เป็น
ต่างๆ
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า ธาตุ เพราะมีสภาพไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่ชีวะ (วิญญาณ)
ในพากย์นั้น คำว่า “เพราะมีสภาพไม่ใช่สัตว์” คือ เพราะมีสภาพไม่มีอาการของ
สัตว์และไม่มีหน้าที่ของสัตว์