ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๒๘. บัณฑิตทั้งหลายย่อมจำแนกรูป ๒๘ อย่าง โดยประเภทแห่งรูปภายในเป็นต้น ตามสมควรอย่างนี้
ทั้งหมดนี้เป็นการจำแนกรูปในปริเฉทนี้
๒๙. สมุฏฐานของรูปมี ๔ อย่างคือ กรรม จิต อุตุ และอาหาร
๓๐. ในบรรดาสมุฏฐานเหล่านั้นจิตที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมซึ่งถูกปรุงแต่ง ๒๕ ดวงคือ กามาวจรจิต ๒๐ และรูปาวจรจิต ๕ ย่อมก่อให้เกิดรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานในกระแสจิตภายในทุกๆ ขณะนับแต่ปฏิสนธิเป็นต้นมา
๓๑. จิต ๗๕ ดวงยกเว้นอรูปวิปากจิต ๔ ดวงและทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ดวง เมื่อเกิดขึ้น ย่อมก่อให้เกิดรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานนับแต่วังคจิตดวงแรกเป็นต้นมา
๓๒. ในบรรดาจิต ๗๕ ดวงนั้น อัปปนาชวนจิตย่อมทรงร่างกายไว้ได้
[เมื่อเริ่มบรรลุฌาน เข้าฌานสมาบัติ หรือบรรลุมรรคผล อัปปนาจิตส่งผลให้ร่างกายทรงอยู่ได้ หมายความว่าร่างกายจะสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหวในขณะนั้น บุคคลจึงบรรลุฌานหรือมรรคผลในอิริยาบถที่กำลังเคลื่อนไหวไม่ได้]
๓๓. โวฏฐัพพนจิต กามาวจรชวนจิต และอภิญญาจิต ย่อมยังวิญญัติให้เกิดขึ้นได้
๓๔. อนึ่ง ในจิตเหล่านั้น โสมนัสชวนจิต ๑๓ ดวง ย่อมยังการยิ้มให้เกิดขึ้น
๓๕. เตโชธาตุที่เรียกว่า ความเย็นและความร้อน เมื่อถึงฐีติขณะ ย่อมยังรูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ทั้งภายในและภายนอก ให้เกิดขึ้นตามสมควร
๓๖. อาหารคือโอชาที่ถึงฐีติขณะแล้ว ย่อมยังรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานให้เกิดขึ้นในเวลาที่กลืนเข้าไปภายใน