ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[หมายความว่า เมื่อบุคคลกระทำกรรมปรุงแต่งมีการไถนาหรือเลี้ยงโคเป็นต้น หรือจัดการรักษาคุ้มครองดูแล ทุกบททุกข์ที่เป็นความลำบากกายและใจย่อมเกิดในขณะนั้น]
จักขุย่อมบีบคั้นบุคคลผู้มีจักขุด้วยทุกข์ ๓ อย่าง คือทุกขทุกข์ สังขารทุกข์ และวิปริณามทุกข์ ความบีบคั้นเช่นนั้นของจักขุเป็นความจริง ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น จักขุจึงชื่อว่า ทุกขสัจ
ธรรมที่เกิดในภูมิ ๓ มีโสตะเป็นต้นก็มีนัยเดียวกัน
ถามว่า : ในสัจจะอื่น การที่โลภะเป็นเหตุแห่งทุกข์ การที่พระนิพพานเป็นความดับทุกข์ และการที่อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางแห่งความดับทุกข์ มีได้อย่างไร
ตอบว่า : ความโลภยังไม่ถูกกำจัดตราบใด บุคคลย่อมยินดีจักขุเป็นต้นตราบนั้น บุคคลยินดีจักขุเป็นต้นตราบใด ย่อมปรุงแต่งกรรมเป็นต้นเพื่อให้จักขุเป็นต้นปรากฏตราบนั้น บุคคลปรุงแต่งกรรมเป็นต้นอยู่ตราบใด จักขุเป็นต้นย่อมปรากฏตราบนั้น จักขุเป็นต้นย่อมปรากฏตราบใด เมื่อบุคคลยินดีจักขุเป็นต้นอยู่ ย่อมไม่พ้นจากสังขารทุกข์เป็นต้นดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้น การที่โลภะเป็นเหตุแห่งทุกข์ จึงเป็นความจริง
เมื่อจักขุเป็นต้นยังมีอยู่ ทุกข์ทั้งหมดที่กล่าวแล้วย่อมเกิดขึ้นโดยแท้ แต่เมื่อไม่มีจักขุเป็นต้น ทุกข์ดังกล่าวย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การที่พระนิพพานเป็นสภาพดับความเกิดขึ้นของจักขุเป็นต้นจึงเป็นความจริง
เช่นเดียวกันนี้ ทางแห่งความพ้นทุกข์อื่นนอกจากการขจัดโลภะย่อมไม่มีอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้นกำจัดโลภะโดยตรง ดังนั้น การที่อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางแห่งความดับทุกข์จึงเป็นความจริง ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น
หากเป็นตามนี้ สจุจ ศัพท์ย่อมเป็นไปในสัจจะโดยอ้อมอีกด้วย ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ (อริยสัจมี ๔)
ในประโยคนั้น ลำดับแรกในทุกขสัจ ธรรมภายในที่นับเข้าในกายของตน ชื่อว่าอริยสัจ[คือทุกข์] เพราะธรรมเหล่านั้นเป็นที่ตั้งของอัสมิมานะ (ความทะนงตนว่าเรามีอยู่) ก่อให้เกิดทุกข์ตราบที่ยังเพิกถอนมานะไม่ได้ แต่การกำหนดรู้ทุกข์ย่อมมีเพื่อกำจัดอัสมิ-