ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
มานะเป็นหลัก ทั้งอัสสิมานะก็ตั้งอยู่ในธรรมภายใน ดังนั้น เมื่อธรรมภายในถูกกำหนดรู้แล้ว
หน้าที่ของการกำหนดรู้ย่อมสำเร็จ ส่วนรูปธรรมไม่มีใจครองซึ่งตรงข้ามกับธรรมภายใน
และมรรคผลยกเว้นอริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า ทุกขสัจ เพราะไม่พ้นจากความบีบคั้นโดย
ความเกิดขึ้นดับสลายและไม่พ้นจากสังขารทุกข์กับวิปริตณทุกข์
ในสมุทยสัจ โลภะอย่างเดียวชื่อว่า อริยสัจ[คือเหตุแห่งทุกข์] เพราะโลภะทำให้
เหล่าสัตว์เกิดความเพลิดเพลินในตนและในธรรมที่เป็นอารมณ์ ย่อมทำให้ไม่เบื่อหน่ายจาก
ทุกข์ในวัฏฏะเสมอ ญาติ มิตรสหาย ตัวตน หรือของตนที่เหมือนโลภะย่อมไม่มีแก่
เหล่าสัตว์ เพราะเหตุนั้น ธรรมอื่นซึ่งก่อทุกข์ในวัฏฏะเหมือนตัณหาจึงไม่มี และไม่มีธรรม
อื่นที่ละได้ยากเหมือนตัณหา แม้กุศลธรรมและอกุศลธรรมที่เกิดร่วมกับอาสวะอื่นทั้งหมด
ย่อมได้ชื่อว่าสมุทยสัจเช่นกัน [เพราะก่อให้เกิดวิบากขันธ์และกฎัตตารูปอันเป็นทุกขสัจ]
ถามว่า : พระพุทธเจ้าตรัสอวิชชาไว้โดยความเป็นมูลเหตุของทุกข์ในวัฏฏะ
ทั้งหมด[ว่าสังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย] จึงควรก่าวว่าอวิชชาเป็นเหตุแห่งทุกข์
มิใช่หรือ
ตอบว่า : อุปมาเหมือนคนสวนผู้ลาดคนหนึ่งได้รับพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์และ
เมล็ดพืชนานาพันธุ์ ปลูกสวนที่คล้ายสวนนันทวันด้วยกำลังปัญญาของตน ในการอุปมานั้น
พื้นที่ มีหน้าที่ดำรงเมล็ดพืชและต้นไม้ของคนสวน เมล็ดพืชมีหน้าที่ให้เกิดหน่อ ส่วนคนสวน
ทำหน้าที่ทุกอย่าง เพราะเขากระทำสิ่งที่ควรทำทุกอย่างในพื้นที่ เมล็ดพืช และต้นไม้ ย่อม
หวงแหนรักษาไว้โดยคิดว่านี้ของตน และใช้สอยทรัพย์ที่เกิดจากสวน ครั้นถามว่าใครปลูก
สวนนี้ สวนนี้ของใคร ย่อมกล่าวว่าคนสวนปลูกสวนนี้ สวนนี้เป็นของคนสวน ทั้งกล่าวได้
ว่าคนสวนมิใช่ผู้สร้างพื้นที่ แต่เป็นผู้ปลูกเมล็ดพืช เมื่อถามว่าอะไรคือเหตุปัจจัยต่อๆ มา
เพื่อให้สวนสำเร็จ ก็พึงกล่าวพื้นที่เริ่มแรก มิใช่คนสวนและเมล็ดพืช ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
เมื่อเกี่ยวกับปฏิจจसमुปบาทนัย อวิชชาเท่านั้นเป็นมูลหลักในการทำให้ธรรมที่เป็นทุกข์
เกิดขึ้นหรือหมดสิ้นตามเหตุปัจจัยต่อๆ มา ตัณหามิใช่มูลหลัก แต่ในสัจจเทศนา ตัณหา
เป็นเหตุหลักในการก่อให้เกิดธรรมที่เป็นทุกข์ หาใช่วิชชาไม่ อวิชชาจึงไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์