Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ศัพท์ว่า อาทิปน (เร่าร้อน) สนุตาปน (รุ่มร้อน) และ ปริทพฺหน (ร้อนรน) มี
ความหมายเหมือนกันในเรื่องนี้

ถามว่า : อริยมรรคย่อมบีบคั้นบุคคลยิ่งด้วยทุกข์คือการบำเพ็ญบารมีมาช้านาน
และทุกข์ที่เจริญภาวนามีความหมดจดแห่งศีลเป็นต้นในชาติสุดท้าย ทั้งมีสภาพแปรปรวน
เกิดดับอยู่เสมอ ดังนั้น อริยมรรคนั้นควรนับเข้าในทุกขสัจเพราะมีสภาพบีบคั้นมิใช่หรือ

ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะอริยมรรคนำความสงบแห่งทุกข์ทั้งมวลมาให้
ความจริงอริยมรรคเมื่อเกิดขึ้นครั้งเดียวแก่บุคคลผู้เสวยทุกข์ในการปรุงแต่งตามที่กล่าว
ไว้แล้ว ย่อมเกิดขึ้นกำจัดกองกิเลสทั้งหมดได้ แล้วดับลงโดยดับทุกข์ทั้งมวลในสงสารที่ไม่
ปรากฏเบื้องต้นในอนาคต ทุกข์ในการปรุงแต่งที่กล่าวแล้วไม่นับว่ามีมากเมื่อเทียบกับทุกข์
ในอนาคตที่สงบแล้ว และย่อมให้วิมุตติสุขอันยอดเยี่ยมแล้วดับไป ความเสื่อมอย่างใด
อย่างหนึ่งจึงไม่มีแก่บุคคลนั้นเพราะความแปรปรวนดังกล่าว เพราะเหตุนั้น อริยมรรค
จึงไม่นับเข้าในทุกขสัจ

ส่วนโลกิยธรรมเมื่อเกิดขึ้นและดำเนินไปอยู่[อย่างต่อเนื่อง]ได้บีบคั้นบุคคลยิ่งด้วย
สังขารทุกข์ที่กล่าวมาแล้ว ย่อมเกิดขึ้นและดำเนินไป ย่อมก่อให้เกิดทุกข์อันเร่าร้อนมากมาย
แล้วดับลงโดยประกอบบุคคลไว้ในเครื่องจักรคือทุกข์ในวัฏฏะที่คล้ายกงจักรไม่มีที่สุด โลกิย-
ธรรมจึงเป็นทุกข์เพราะมีสภาพบีบคั้นเป็นต้นโดยแท้

ด้วยถ้อยคำดังนี้ ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]ได้งดคำถามเกี่ยวกับการที่พระนิพพาน
เป็นทุกขสัจโดยอ้างการมีปัจจัยปรุงแต่งให้บรรลุพระนิพพาน

ในคำว่า ทุกขสมุทโย อริยสจจำ (อริยสัจคือเหตุแห่งทุกข์) ทุกขสมุทัย คือ เหตุ
เกิดแห่งกองทุกข์กล่าวคือภพน้อยภพใหญ่
    อีกนัยหนึ่ง ทุกขสมุทัย คือ สภาพทำให้เกิดทุกข์เสมอ
    อีกนัยหนึ่ง ทุกขสมุทัย คือ สภาพทำให้ทุกข์เจริญเสมอ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka