ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๔๙. คำว่า เสสเจตสิกา (เจตสิกที่เหลือ) คือเจตสิก ๕๐ ดวงที่เหลือจากเวทนา
และสัญญา
๕๐. ธรรม[ที่เกิดในภูมิ ๓] อันจำแนกได้เป็น ๓ อย่างโดยความเป็นอดีตกาล
เป็นต้น หรือจำแนกได้เป็น ๒ อย่างโดยความหยาบเป็นต้น ทรามเป็นต้นและไกลเป็นต้น
เรียกว่า ขันธ์ เพราะเป็นกอง แต่พระนิพพานไม่มีความแตกต่างเช่นนั้น ฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า เภทภาเวน (เพราะไม่มีความแตกต่าง) เป็นต้น ความจริงพระนิพพานไม่ใช่ธรรม
อย่างหนึ่งในบรรดาธรรมที่จำแนกเป็นอดีตเป็นต้น ๓ อย่าง
ถามว่า : เพราะเหตุใด
ตอบว่า : เพราะพระนิพพานเป็นสภาพไม่อาจกล่าวได้[ว่าเป็นอดีตเป็นต้น]
เนื่องจากพระนิพพานเป็นสภาพเสื่อมสิ้นดับสลายของธรรมที่เกิดในภูมิ ๓ ไม่มีสัณฐานใดๆ
จึงไม่ควรกล่าวด้วยกาลต่างๆ ว่า นี้คือพระนิพพานในกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์โน้นที่ล่วง
มาแล้ว นี้คือพระนิพพานในอนาคต หรือนี้คือพระนิพพานในปัจจุบัน พระนิพพานไม่ควร
กล่าวโดยประเภทของทิศ สถานที่ ที่ตั้ง และบุคคลผู้ปรินิพพานแล้วเช่นกัน แต่พระนิพพาน
พึงกล่าวด้วยหมู่คุณซึ่งตรงกันข้ามกับโทษอันปรากฏในสังสารวัฏที่ไม่ปรากฏเบื้องต้น
ในทุกะ (ธรรมหมวดสอง) เมื่อนับเข้าในอัชฌัตตทุกะ พระนิพพานเป็นธรรม
ภายนอก มิใช่ธรรมภายใน เมื่อนับเข้าในโอฬาริกทุกะ เป็นธรรมละเอียด มิใช่ธรรมหยาบ
เมื่อนับเข้าในหีททุกะ เป็นธรรมประณีต มิใช่ธรรมทราม เมื่อนับเข้าในทูเรทุกะ ก็เป็นธรรมไกล
มิใช่ธรรมใกล้
คำว่า ขนฺธสงคหนิสฺสฏฺ แปลว่า พ้นจากการนับเป็นขันธ์
๕๑. คำว่า ทวารารมุมณเภทน (โดยการจำแนกตามทวารและอารมณ์) คือ โดย
การจำแนกตามทวาร ๖ และอารมณ์ ๖
พึงประกอบบทว่า อายตนะมี ๑๒