Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

(๒๓๑) การแสดงอรรถของคำว่า อิท (ในปัจจยสังคหะนี้) ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้น
ว่า “ในลำดับต่อจากสมุจจยสังคหะนี้” แม้ข้อความนั้นก็ไม่สมควร เพราะเมื่อมีความหมาย
ดังกล่าว คำว่า อิทานิ (บัดนี้) ก็หาประโยชน์มิได้

[คำว่า อิท คัมภีร์วิภาวนีถือว่าเป็นทวิเสสนะของปาฐเสสสะว่า สมุจจยสงคหานุตเร ฐาเน
(ในลำดับต่อจากสมุจจยสังคหะนี้) แต่คัมภีร์นี้เห็นว่าข้อความดังกล่าวกล่าวไว้ด้วยคำว่า อิทานิ (บัดนี้)
คำว่า อิท จึงควรเป็นทวิเสสนะของปาฐเสสสะว่า ปจจยสงคหเก (ในปัจจยสังคหะ)]

อธิบายนัย ๒ อย่าง

๒. อาจารย์ทั้งหลายอธิบายว่า “คำว่า ปฏิจจसमुปบาท คือ เหตุอาศัยเกิดแห่งผล
หมายถึง ปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้น ในพากย์นั้น คำว่า ปฏิจจ (อาศัย) หมายความว่า
ไม่ปราศจาก คือไม่ปล่อย”

อีกนัยหนึ่ง คำว่า สมุปบาท คือ การเกิดร่วมกัน หมายความว่า การปรากฏโดย
ความเป็นกลุ่มร่วมกับสหชาตธรรม

คำว่า ปฏิจจสมุปบาท (การเกิดร่วมกันอาศัยปัจจัย) คือ การเกิดร่วมกันอาศัย
ปัจจัยของตนๆ ไม่แยกกับสหชาตธรรม

[คำว่า ปฏิจจสมุปปาท มีความหมาย ๒ ประการ คือ
- เหตุอาศัยเกิดแห่งผล หมายถึง ปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้น = ปฏิจจ ผลํ สมุป-
ปชฺชติ เอตสฺมาติ ปฏิจจสมุปปาโท (สมุปปาท ศัพท์เป็นอุปาทานสาธนะ)
- การเกิดขึ้นร่วมกันโดยอาศัยปัจจัย หมายถึง การปรากฏโดยอาศัยปัจจัย = สมุปปชฺชุนฺ
สมุปปาโท, ปฏิจจ สมุปปาโท ปฏิจจสมุปปาโท (สมุปปาท ศัพท์เป็นภาวสาธนะ)
นัยแรกปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค นัยหลังเป็นความเห็นของท่านผู้รจนาคัมภีร์นี้]

โดยองค์ธรรมได้แก่ลักษณะทั่วไปอย่างหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับสังขตธรรมทั้งหมด กล่าว
คือภาวะที่สังขตธรรมอันเป็นปัจจัยและปัจจยุปปันทั้งหมดเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย ซึ่งเรียกว่า
อิทัปปัจยตา

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka