ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ความเป็นจริงในพระบาลีนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าปฏิจจसमुปบาทคือลักษณะ
ทั่วไปคือความมีปัจจัยปรุงแต่งตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว ด้วยพระดำรัสว่า
“ภาวะนั้นก็ดำรงอยู่” เป็นต้น
และด้วยพระดำรัสว่า
“ความจริงแท้ ไม่คลาดเคลื่อนในธาตุอันนั้น” เป็นต้น
[คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า
ปฏิจจสมุปปาทโถ ปจฺจยธมฺมา เวทิตพฺพา. ปฏิจจสมุปปนฺนา ธมฺมา เตหิ เตหิ ปจฺจเยหิ
นิพพตฺตธมฺมา.๔
“คำว่า ปฏิจจสมุปปาท (เหตุอาศัยเกิดแห่งผล) พึงทราบว่า เป็นธรรมอันเป็นปัจจัย
คำว่า ปฏิจจสมุปปนฺนา ธมฺมา (ธรรมที่อาศัยเกิดขึ้น) คือ ธรรมที่เกิดจากปัจจัยนั้นๆ”
ตามนัยนี้ คำว่า ปฏิจจสมุปบาท แปลว่า “เหตุอาศัยเกิดแห่งผล” ส่วนคัมภีร์ปรมัตถทีปนี
แสดงอรรถอีกนัยหนึ่งว่า “การเกิดร่วมกันอาศัยปัจจัย” โดยอ้างอิงพระพุทธดำรัสที่แสดงกิริยาอาการว่า
สา ธาตุ (ภาวะนั้น), ตตถา (ความจริงแท้), อวิตตถา (ความไม่คลาดเคลื่อน)]
เมื่อรูปวิเคราะห์ภาวสารธะกล่าวไว้ในที่นี้ ความไม่สมควรโดยรูปศัพท์คือการที่
คำว่า สมุปปาท มีกัตตาไม่เสมอกับคำว่า ปฏิจจ จึงไม่มี เพราะบทกัตตาของกริยา ปฏิจจ
ก็เป็นกัตตาของกริยา สมุปปาท นั้นได้ เนื่องจากบทกริยาที่ปราศจากกัตตาย่อมไม่มี
[บางอาจารย์เห็นว่า หากว่า สมุปปาท ศัพท์เป็นภาวสารธะที่ระบุริยาอาการ แปลว่า
“การเกิดขึ้นร่วมกัน” ย่อมจะไม่มีกัตตาเสมอกับคำว่า ปฏิจจ (อาศัย) เพราะภาวสารธะเป็นบทระบุ
ถึงกิริยาอาการเป็นหลัก ไม่ระบุถึงกัตตาเหมือนบทที่เป็นกัตตุสารธะ และคำว่า ปฏิจจ ก็เป็นบท
กัตตุสารธะ แต่ท่านผู้แต่งคัมภีร์นี้กล่าวว่าบทกริยาทุกอย่างต้องมีผู้ทำกริยาที่เรียกว่า กัตตา ดังนั้น
แม้ สมุปปาท จะเป็นภาวสารธะก็มีบทกัตตาเสมอกับ ปฏิจจ ซึ่งบทกัตตาในที่นี้คือสังขตธรรมที่เป็น
ปัจจัยและปัจจยุปปัน]
นอกจากนี้ ความไม่สมควรด้วยการกล่าวว่าเป็นภาวะลุ่มลึก ย่อมไม่มีในที่นี้ เพราะ
เมื่อสังขตธรรมมีสภาพพุ่มลึก ลักษณะของสังขตธรรมนี้ก็มีสภาพพุ่มลึกเหมือนลักษณะมีความ
ไม่เที่ยงเป็นต้น ความจริงแล้วลักษณะของสังขตธรรมย่อมจะลุ่มลึกกว่าสังขตธรรมโดยแท้