ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[บางอาจารย์อ้างว่าถ้าคำว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นบทภาวสารนะ ที่แปลได้เพียงว่า “การเกิด ร่วมกันอาศัยปัจจัย” คำๆ นี้ก็จะแสดงสภาพไม่ลุ่มลึก เนื่องจากเป็นคำที่ไม่ใช่สังขตธรรมที่มีองค์ธรรม ปรากฏโดยตรง จึงได้คัดค้านว่าบทนี้ไม่ควรเป็นภาวสารนะ โดยอ้างอิงพระบาลีที่แสดงความลุ่มลึกของ ปฏิจจสมุปบาทว่า คมฺภีโร จานนฺท ปฏิจจสมุปปาโท คมฺภีราวภาโส จ (ดูกรอนานท์ ปฏิจจสมุปบาท เป็นสภาวะลุ่มลึก ปรากฏว่าลุ่มลึก) แต่คัมภีร์ปรมัตถทีปนีเห็นว่าสังขตลักษณะ (หรือลักษณะของ สังขตธรรม) ย่อมจะมีสภาพลุ่มลึกไม่ต่างจากสังขตธรรม เพราะดำรงอยู่ในสังขตธรรม ตัวอย่างเช่น จิตเป็นสังขตธรรม ซึ่งปรากฏแก่เหล่าสัตว์ว่าเรามีจิต แต่สังขตลักษณะคือความไม่เที่ยงไม่ประจักษ์ แก่เหล่าสัตว์ เพราะถูกสันตติบัญญัติปกปิดไว้ แม้รูปนามอื่นทั้งหมดก็เหมือนกัน ดังนั้น ลักษณะของ สังขตธรรมที่เป็นการเกิดร่วมกันโดยอาศัยปัจจัยจึงมีความลุ่มลึกเช่นเดียวกับลักษณะของสังขตธรรม ที่มีความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา]
ส่วนคำว่า ปฏิจจสมุปปันนะ (ธรรมที่เกิดขึ้นอาศัยเหตุ) คือ สังขตธรรม[อันเป็นผล] มีอวิชชาเป็นต้นตามที่กล่าวไว้ ซึ่งถึงพร้อมด้วยลักษณะทั่วไปเช่นนั้น ดังพระพุทธวจนะว่า
กตเม จ ภิกฺขเว ปฏิจจสมุปปนฺนา ธมฺมา ชรามรณ์ ภิกฺขเว ปฏิจจสมุปปนฺนํ ฯเปฯ อวิชฺชา ภิกฺขเว ปฏิจจสมุปปนฺนา.๕
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เกิดขึ้นอาศัยเหตุเป็นไฉน ชรามรณะย่อมเกิดขึ้น อาศัยเหตุ...อวิชชาย่อมเกิดขึ้นอาศัยเหตุ”
ปฏิจจสมุปบาทนัย คือ ปฏิจจสมุปบาทที่เรียกว่าภาวะที่สังขตธรรมอันเป็นปัจจัย และปัจจยุปปันทั้งหมดเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย อันเป็นสิ่งที่บุคคลพึงหยั่งเห็น เพราะเป็น ภาวะที่บุคคลพึงรู้ตลอด
คำว่า ปัฏฐาน คือ ปกรณ์ใหญ่ที่แสดงสังขตธรรมโดยปัจจัยต่างๆ นานัปการ
คำว่า ปัฏฐานนัย คือ นัยที่แสดงไว้ในคัมภีร์ปัฏฐาน
๓. เมื่อธรรมอันเป็นปัจจัยนั้นๆ มีอยู่ สังขตธรรมนั้นๆ ย่อมเกิดขึ้นโดยปกติ สังขตธรรมจึงเรียกว่า ตัปภาวภาวี