ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า ตพภาวภาวิภาวะ คือ ภาวะของสังขตธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยนั้น
หมายถึง ความแน่นอนของสังขตธรรมอันเป็นไปอย่างนี้ว่า เมื่อธรรมนี้มีอยู่ ธรรมนี้ย่อมมี
ธรรมนี้ย่อมเกิดขึ้นเพราะความเกิดของธรรมนี้
คำว่า ตพภาวภาวิภาวาการะ คือ อาการเกิดขึ้นของสังขตธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อมี
ปัจจัยนั้น
คำว่า ตพภาวภาวิภาวาการมัตตะ คือ อาการเกิดขึ้นของสังขตธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อมี
ปัจจัยนั้นนั่นแหละ คำว่า มตฺต (นั่นแหละ) ปฏิเสธความแน่นอนของปัจจัยสัตติ (ความ
สามารถของปัจจัย) อันมีเหตุปัจจัยเป็นต้น
คำว่า ปฏิจจสมุปบาทนัย คือ นัยที่กำหนดหมายด้วยอาการเกิดสังขตธรรมที่เกิดขึ้น
เมื่อมีปัจจัยนั้น
คำว่า อาหัจจปจจยฏิติมารพภ (โดยแสดงการตั้งอยู่แห่งปัจจัยเฉพาะอย่าง) นี้
มีความหมายว่า การตั้งอยู่แห่งปัจจัยเฉพาะอย่าง คือความสามารถเฉพาะของปัจจัย
กล่าวคือความเป็นอุปการะโดยประการนั้นๆ ด้วยความเป็นเหตุปัจจัยและอารัมณปัจจัย
เป็นต้น โดยแท้จริงแล้ว ความสามารถเฉพาะของปัจจัย เรียกว่า อาหัจจปัจจยฏิติ (การ
ตั้งอยู่แห่งปัจจัยเฉพาะอย่าง) เพราะแสดงไว้โดยละเอียดด้วยการยกขึ้นกล่าวความสามารถ
เฉพาะของปัจจัยด้วยพระดำรัสว่า เหตุปจฺจโย (ปัจจัยที่เป็นเหตุ) อารมฺมณปจฺจโย (ปัจจัย
ที่เป็นอารมณ์) เป็นต้น ไม่ตั้งอยู่ในการแสดงธรรมอันเป็นปัจจัยอย่างเดียวเหมือนในปฏิจจ-
สมุปบาทนัยว่า อวิชฺชาปจฺจยา ส ฺขารา (สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย)
เป็นต้น โดยมีรูปวิเคราะห์ว่า คำว่า ปัจจยฏิติ คือ เครื่องทำให้ธรรมอันเป็นปัจจัยตั้งอยู่ได้
กล่าวคือ มีหน้าที่ปรุงแต่งปัจจัยุปบันของตนให้ดำเนินไปไม่ท้อถอย
คำว่า อารพภ มีความหมายว่า อาศัย
คำว่า วุจฺจติ (ตรัสไว้) คือ อันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้
คำว่า อิทำ ปน โวมิสฺสิตวา ปปญฺเจน์ติ อาจริยา (อาจารย์ทั้งหลายอธิบายโดย
คละนัยทั้งสองเข้าด้วยกัน) หมายถึงอาจารย์ผู้อธิบายปฏิจจสมุปบาท เพราะท่านเหล่านั้น
เมื่อจะอธิบายปฏิจจสมุปบาทนั้นได้นำปัฏฐานนัยมาอธิบายอีกด้วย