ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ลำดับแรก ตามสุตตันตนัย อวิชชามี ๔ อย่าง คือ อวิชชาที่ปิดบังความเป็นทุกข์
ปิดบังความเป็นสมุทัย ปิดบังความเป็นนิโรธ และปิดบังความเป็นมรรค
ส่วนตามอภิธรรมนัย อวิชชามี ๘ อย่าง คือ [อวิชชาสี่อย่างแรก]พร้อมทั้งอวิชชา
๔ คือ อวิชชาที่ปิดบังส่วนแรก [ภพก่อน] ปิดบังส่วนหลัง [ภพต่อไป] ปิดบังทั้งส่วนแรก
และส่วนหลัง [ภพก่อนและภพต่อไป] และปิดบังปฏิจจสมุปบาท [การเกิดขึ้นอาศัยเหตุ
ปัจจัยของขันธ์ในภพปัจจุบัน]
[สุตตันตนัย คือ สุตตันตภาชนียนัย (นัยจำแนกตามพระสูตร) ที่ปรากฏในคัมภีร์วิภังค์ ส่วน
นัยพระอภิธรรม คือ นัยที่แสดงไว้ในพระอภิธรรมปิฎกโดยทั่วไป]
ตามสุตตันตนัย สังขาร คือ เจตนาที่เป็นกุศลและอกุศลซึ่งเป็นไปกับด้วยอาสวะ
มี ๓ อย่างคือ อปุญญาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร
ส่วนตามอภิธรรมนัย สังขาร คือ เจตนาในกุศลจิตและอกุศลจิตที่เป็นโลกิยะ
และโลกุตตระ
ส่วนเจตนาในกิริยจิตทั้งหมดไม่กล่าวถึงในคัมภีร์วิภังค์ ในคัมภีร์อรรถกถากล่าว
[ถึงเหตุ]ว่า
กิริยธมฺมานํ ปน ยสฺมา เนว อวิชฺชา น กุสลากุสลมูลานิ อุปนิสฺสยปจฺจยตฺตํ
ลภนฺติ. ตสฺมา กิริยเสน น ปจฺจยากาโร น วุตฺโต.๖
“อวิชชาและกุศลมูลพร้อมทั้งอกุศลมูลย่อมไม่ได้รับความเป็นปัจจัยอันเป็นที่อาศัย
มีกำลังของธรรมอันเป็นกิริยา พระผู้มีพระภาคจึงไม่ตรัสปฏิจจสมุปบาทโดยเนื่องกับธรรม
อันเป็นกิริยา”