ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ความหมายก็คือ อวิชชาและกุศลมูลพร้อมทั้งอกุศลมูลไม่ใช่ปัจจัยอันเป็นที่อาศัย
มีกำลังของธรรมอันเป็นกิริยา ดังนั้น ธรรมอันเป็นกิริยาจึงไม่กล่าวถึงในปฏิจจสมุปบาท-
เทศนา
แม้ในคัมภีร์สังยุตตนิกาย พระพุทธองค์ตรัสว่า
ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อวิชชา ปหีนา โหติ. วิชชา อุปปนฺนา. โส อวิชชาวิราคา
วิชชุปปาทา เนว ปุญฺญาภิสงฺขาร์ อภิสงฺขโตรติ. น อปุญฺญาภิสงฺขาร์. น อาเนญฺชาภิสงฺขาร์
อภิสงฺขโตรติ.๓
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุกำจัดอวิชชาแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว เธอย่อมไม่ปรุงแต่ง
ปุญญาภิสังขาร ไม่ปรุงแต่งอปุญญาภิสังขาร ไม่ปรุงแต่งอาเนญชาภิสังขาร เพราะกำจัด
อวิชชาแล้ว เกิดวิชชา”
แต่การที่กิริยาจิตเกิดอาศัยปัจจัยโดยเนื่องกับปัจจัยที่สมควรแก่ตน มิได้ถูกห้ามไว้
เพราะไม่มีสังขตธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่พ้นจากการเกิดขึ้นโดยอาศัยปัจจัย
วิญญาณเป็นต้นก็มีนัยเดียวกัน
ตามสุตตันตนัย วิญญาณ คือ วิปากจิตที่เป็นโลกิยะ ๓๒ ดวง
ส่วนตามอภิธรรมนัย คือจิตที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ๖๙ ดวง ยกเว้นกิริยาจิต
ตามสุตตันตนัย นามรูป คือ ขันธ์ ๓ มีเวทนาขันธ์เป็นต้นที่เกิดร่วมกับโลกิยะจิต
พร้อมทั้งกรรมรูปในปฏิสนธิกาลและจิตตဇรูปในปวัตติกาล
ส่วนตามอภิธรรมนัย คือ ขันธ์ ๓ ที่ประกอบกับวิปากจิตซึ่งเป็นกุศลและอกุศล
พร้อมทั้งรูปที่กล่าวมาแล้ว แต่ในคัมภีร์อรรถกถารวมเอารูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ซึ่งได้รับ
ปฉ्चาชาตปัจจัยทั้งหมดไว้
(๒๓๒) ในคัมภีร์วิภาวุนีกล่าวว่า “ในข้อนี้ นามรูปทั้งสองเกิดร่วมกับปฏิสนธิจิต”
ข้อความนั้นไม่สมควร
[คัมภีร์อนุทีปนีอธิบายว่า ข้อความดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสุตตันตนัย และอภิธรรมนัยที่
กล่าวมาแล้ว จึงไม่สมควร]