ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
สฬายตนะ (อายตนะ ๖) คือ อายตนะภายใน ๖ ที่จำแนกไว้ในพระบาลีทั้งหมด
อาจารย์บางท่านดำริว่า อายตนะภายนอก ๖ เป็นปัจจัยแก่ผัสสะได้ จึงรวมเอาอายตนะภายนอกไว้ในที่นี้อีกด้วย ข้อนั้นเสมอกับพระบาลีนิทานวรรค ดังพระพุทธวจนะว่า
กตโม จ ภิกฺขเว โลกสฺส สมุทโย. จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูป จ อุปปปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณ์. ติณฺณ์ สงฺคติ ผสฺโส. ผสฺสปจฺจยา เวทนา. เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ฯเปฯ โทมนสฺสปุปายาสา สมภวุนต์ตีติ อยํ โลกสฺส สมุทโย. โสตญฺจ ฯเปฯ มนญฺจ ปฏิจฺจ ธมฺเม จ อุปปปชฺชติ มโนวิญฺญาณ์. ติณฺณ์ สงฺคติ ผสฺโส ฯเปฯ โลกสฺส สมุทโย.๕
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเกิดขึ้นของโลกเป็นไฉน จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นอาศัยจักขุประสาทและรูป การประชุมของธรรมทั้งสาม เป็นผัสสะ เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย...ชรา มรณะ โสเก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย นี้คือการเกิดขึ้นของโลก โสตวิญญาณย่อมเกิดขึ้นอาศัยโสตประสาทและเสียง...มโนวิญญาณย่อมเกิดโดยอาศัยจิตและธัมมารมณ์ การประชุมของธรรมทั้งสาม เป็นผัสสะ...นี้คือการเกิดขึ้นของโลก”
ผัสสะและเวทนาเป็นต้น โปรดทราบว่าประกอบกับจิตนั้นๆ ในนัยทั้งสอง
ตัณหาและอุปาทาน ปรากฏชัดแล้ว
ภพมี ๒ อย่างคือ กรรมภพ และอุปปัตติภพ
กรรมภพ คือ เจตนาที่เป็นกุศลหรืออกุศลฝ่ายโลกิยะ พร้อมทั้งความละโมบหรือความไม่ละโมบเป็นต้นที่ประกอบกับเจตนา ดังพระพุทธวจนะว่า
สพฺพมฺปิ ภวคามิกมฺม์ กมฺมภโว.๕
“กรรมภพ คือ กรรมที่ให้ถึงภพทั้งหมด”
อุปปัตติภพ คือ วิบากขันธ์ที่เป็นโลกิยะทั้งหมดอันเกิดแต่กรรมพร้อมทั้งกรรมชรูปทั้งหมด ตามสุตตันตนัย ส่วนตามอภิธรรมนัย ขันธ์ที่เป็นโลกุตตระก็ปรากฏในคัมภีร์วิภังค์
ชาติ ชรา และมรณะ เป็นเพียงเครื่องกำหนดหมายสังขตธรรมทั้งหมด