ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในบรรดาสโภะเป็นต้น โสภะ คือ โทมนัสเวทนาของผู้ที่ถูกความพินาศแห่งญาติ
เป็นต้นกระทบเข้าแล้ว เป็นไปด้วยอาการเศร้าโศก
ปริเทวะ คือ เสียงที่เกิดแต่จิตอันไม่น่าปรารถนา เป็นไปด้วยอาการคร่ำครวญ
ทุกข์ คือ ทุกขเวทนาทางกาย
โทมนัส คือ ทุกขเวทนาทางใจ
อุปายาส คือ โทสะที่เป็นไปด้วยอาการหดหู่ท้อถอยเพราะความพินาศไปของ
ญาติเป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นการจำแนกองค์ธรรมในเรื่องนี้
ผู้ที่ละอวิชชาในทุกขสัจจะคือขันธ์ไม่ได้ ย่อมละอวิชชาในสัจจะอื่นไม่ได้ พวกเขา
จึงได้รับความสำคัญว่าเป็นสุขในการดำเนินไปแห่งขันธ์ ย่อมสำคัญว่าเป็นทุกข์ในการดับขันธ์
สำคัญว่าเป็นทางแห่งสุขในทางดำเนินไปแห่งขันธ์ สำคัญว่าเป็นทุกข์ในทางดับขันธ์ ด้วย
เหตุนั้น ธรรมที่เป็นปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร อันเป็นปัจจัย
ให้ขันธ์ดำเนินไป ย่อมเป็นที่พึ่งแก่เหล่าสัตว์ผู้รักสุขเกลียดทุกข์ถูกอวิชชาห่อหุ้มอยู่ ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า อวิชชาปัจจยา สงขารา (สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย)
อปุญญาภิสังขารอันเป็นทุจริต ย่อมเกิดขึ้นเพราะอวิชชาที่ปิดบังขันธ์ปัจจุบันเป็น
พิเศษ ปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขารที่เป็นสุจริต ย่อมเกิดขึ้นเพราะอวิชชาที่ปิดบัง
ขันธ์อนาคต เมื่อสังขารมีอยู่ การขัดขวางความเกิดขึ้นในภพใหม่ถัดจากจุติ ย่อมไม่มีแก่
เหล่าสัตว์ผู้ยังละภวตัณหา (ความผูกพันในภพ) ไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ธรรม ๕ อย่างที่สำคัญ
ว่าเป็นอัตภาพนี้ คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา ย่อมปรากฏขึ้นเพราะ
สังขารเป็นปัจจัย แต่วิญญาณเป็นธรรมสำคัญในข้อนี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สงขารปัจจยา
วิญญาณ (วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย)
เมื่อวิญญาณมีอยู่ การขัดขวางความเกิดขึ้นแห่งนามรูปอันเจริญสืบมาจาก
วิญญาณย่อมไม่มี ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิญญาณปัจจยา นามรูป (นามรูปย่อมมีเพราะ
วิญญาณเป็นปัจจัย)