Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ด้วยถ้อยคำดังนี้ พระอนุรุธาจารย์กล่าวกองรูปนามไว้ครบถ้วนโดยสามัญทั่วไป หากเป็นตามนี้ ท่านกล่าวว่า นามรูปปัจจยา สฬายตนํ (สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย) เพื่อแสดงจำแนกธรรมอันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบัญญัติว่าสัตว์ ซึ่งทำให้องค์ประกอบต่อไปมีผัสสะเป็นต้นดำเนินไป อันทำให้เหล่าสัตว์ยึดมั่นอัตตา

เมื่อนามรูปมีอยู่ การขัดขวางความเกิดขึ้นแห่งสฬายตนะย่อมไม่มี ครั้นสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะที่เกิดจากสฬายตนะย่อมมีโดยแท้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สฬายตนปัจจยา ผสฺโส (ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย)

เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาที่เกิดจากผัสสะย่อมมีโดยแท้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผสฺสปัจจยา เวทนา (เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย)

ที่ตั้งของตัณหาอันเสมอด้วยสุขเวทนาหามีไม่ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เวทนาปัจจยา ตณฺหา (ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย)

กามุปาทานคือตัณหาที่สั่งสมเป็นนิตย์ในอารมณ์หนึ่งแล้วถึงความแน่นแฟ้น ทิฏฐิก็ถึงความมั่นคงด้วยอำนาจของตัณหาที่เพลิดเพลิน ยินดี พอใจในตน และอารมณ์ของตน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตณฺหาปัจจยา อุปาทานํ (อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย)

บุคคลผู้ยึดมั่นอยู่ ย่อมก่อกรรมภพนั้นๆ ที่ตนสำคัญว่าทำให้สิ่งที่ตนยึดมั่น[อันมีอัตตาเป็นต้น]เจริญเพิ่มพูน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุปาทานปัจจยา ภโว (ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย) ความจริงคำว่า ภว (ภพ) ในเรื่องนี้จัดเป็นคำไวพจน์ของความเจริญ เหมือนพระพุทธดำรัสว่า

สุวิชาโน ภวํ โหติ ทุวิชาโน ปราภโว.๑๐

“ผู้รู้ดีเป็นคนเจริญ ผู้รู้ชั่วเป็นคนเสื่อม”๑๑

เมื่อกรรมภพมีอยู่ ภพใหม่ย่อมมีแน่นอน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ภวปัจจยา ชาติ (ชาติย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka