ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เมื่อชาติมีอยู่ ชรามรณะย่อมมีแน่นอน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชาติปจฺจยา ชรา- มรณ์ (ชรามรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย)
ทั้งหมดนี้เป็นนัยแสดงอาการแห่งการเกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ
ในปฏิจจสมุปบาทนัยนี้ คำว่า โสกะ เป็นต้น กล่าวไว้เพื่อแสดงโทษทั้งหลายของธรรมในวัฏฏะทั้งหมด[มีสังขารเป็นต้น] ซึ่งเป็นไปโดยเกิดอาศัยเหตุเช่นนี้
คำว่า เอตฺถ คือ ในปัจจัยสังคหะนี้
คำว่า ตตฺถ คือ ในปฏิจจสมุปบาทนัยนั้น
อทฺธา คือ สภาวะทรงไว้ซึ่งธรรมอันมีระยะกาล หมายถึง กาล กาลดังกล่าวย่อมปรากฏดุจทรงไว้ซึ่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ ให้ดำเนินไปตามลำดับกัป ปี ฤดู เดือน ปักษ์ กลางคืน และกลางวัน โดยเนื่องด้วยการติดตามกระแสรูปนาม
อีกนัยหนึ่ง อทฺธา คือ สภาพเป็นที่ตั้งแห่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ หมายถึง กาล
[คำว่า อทฺธา มีความหมาย ๒ ประการ คือ
- สภาวะทรงไว้ซึ่งธรรมอันมีระยะกาล = อทฺธาวนฺเต ธมฺเม ภุโส ธารตีติ อทฺธา (ลง อ ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)
- สภาพเป็นที่ตั้งแห่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ = ภุโส ทหนฺติ ติฏฐนฺติ ปวตฺตนฺติ เตกาลิกา ธมฺมา เอตฺถาติ อทฺธา (ลง อ ปัจจัยในอธิกรณสาธนะ)]
กาลนั้นแม้ไม่ต่างกันก็ควรกล่าวเหมือนต่างกันโดยอาศัยธรรมที่มีความต่างกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตโย อทฺธา (กาลมี ๓)
(๒๓๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “คำว่า อทฺธา คือ สภาวะเป็นไปเสมอ” ข้อความ นั้นไม่งาม เพราะคำว่า อทฺธาน ย่อมสำเร็จไม่ได้ดังคำว่า อทฺธานมคุคปฏิปนฺโน (ดำเนินไป สู่ทางไกล)
[คัมภีร์ปรมัตถทีปนีเห็นว่า คำว่า อทฺธา (กาล) สำเร็จรูปมาจาก อา บทหน้า + ธา ธาตุ + อ ปัจจัย เมื่อลง ยุ ปัจจัยแทน กุวิ ปัจจัย พึงมีรูปว่า อทฺธาน (ทางไกล) เหมือนที่มีรูปสองอย่างตาม ปัจจัยว่า อุปาทา (อุป บทหน้า + อา บทหน้า + ทา ธาตุ + อ ปัจจัย) และ อุปาทาน (อุป บทหน้า