ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
+ อา บทหน้า + ทา ธาตุ + ยุ ปัจจัย) แต่คัมภีร์วิภาวีนกล่าวว่า คำว่า อุทฺธา สำเร็จรูปมาจาก อตฺธาตุ + ต ปัจจัย คัมภีร์เห็นว่าติงดังกล่าวไม่งาม เพราะรูปว่า อุทฺธาน จะสำเร็จไม่ได้
คำว่า องฺคานิ (องคุ์) มีความหมายว่า องค์ที่เป็นส่วนสำคัญ กล่าวคือ องค์ประกอบที่สำคัญ
คำว่า อาการา (ส่วน) หมายถึง ส่วนที่เป็นองค์ประกอบร่วม คำว่า อาการ ในที่นี้มีความหมายว่า “ส่วน” เหมือนคำว่า ทวตฺตีสาการา (ส่วน ๓๒)
จารย์ทั้งหลายกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คำว่า อาการะ คือ ส่วนที่กระจัดกระจาย คือเหมือนถูกกระจายไว้ในที่นั้นๆ
[คำว่า อาการ ตามนัยแรกเป็นบทนามที่แยกรากศัพท์และวิเคราะห์ตามหลักภาษาไม่ได้ เรียกว่า อนิปผันนปฏิจทิกะ นัยหลังมาจาก อา บทหน้า + กิร ธาตุ = กระจัดกระจาย + ณ ปัจจัย]
คำว่า สนฺธิ (ที่เชื่อมต่อ) หมายถึง ที่เชื่อมต่อของการรวมเข้าอย่างละสองๆ
คำว่า สงฺเขปา (การรวมเข้า) หมายถึง การรวบรวมธรรมสำคัญเข้าเป็นหมวด
คำว่า วฏุ คิอ สภาวะที่เวียนมาเป็นนิตย์
คำว่า มูล คือ อวิชชาและตัณหาอันเป็นที่ตั้งของธรรมในวัฏฏะทั้งหมดโดยความเป็นไปเนื่องด้วยธรรมในวัฏฏะ หมายถึง ที่ตั้ง กล่าวคือ มูลเหตุ
๖. บุรุษผู้หนึ่งใช้นิ้วจุ่มน้ำในมหาสมุทรแล้วใส่เข้าในปากของมหาชน แสดงให้รู้ว่าน้ำในมหาสมุทรเค็ม ฉันใด แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงปัจจุบันภพหนึ่งด้วยพระดำรัสว่า “สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย” ทรงให้รู้ถึงความเป็นไปของสังสารวัฏที่ไม่ปรากฏเบื้องต้นทั้งหมด ฉันนั้น แต่เมื่อจะทรงแสดงให้บริบูรณ์ ก็พึงแสดงเหตุและผลของภพหนึ่ง
ในเหตุและผลเหล่านั้น เหตุ คืออวิชชาและสังขารที่มีในภพก่อน ผล คือชาติในภพต่อไป โดยประการดังนี้ พระเทศนานี้แม้มีภพหนึ่งเป็นที่ตั้ง ก็เกี่ยวกับอดีตและอนาคตบางส่วน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อวิชชาสงฺขารา อตีโต อทฺธา (อวิชชาและสังขารเป็นอดีต-กาล)