Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

การกล่าวถึงกาลและธรรมที่มีกาลเหมือนเป็นอย่างเดียวกัน[ว่าอวิชชาและสังขารเป็นอดีตกาล เป็นต้น] ย่อมแสดงว่ากาลที่เรียกว่า อัทธา (ระยะกาล) ไม่มีเฉพาะโดยสภาวะ และปฏิเสธความเห็นผิดที่เป็นไปว่ากาลเท่านั้นทำให้โลกเป็นไปได้ หยุดยั้งโลกได้ เพราะกาลไม่มีจริงไม่ควรทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นไปหรือหยุดยั้งได้

ถามว่า : ในปฏิจจसमुปบาทนัยนี้ เหตุใดพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงแสดงความเป็นไปของอัตภาพปัจจุบันหนึ่งๆ จึงทรงแสดงเหตุในภพก่อนและผลในภพไป

ตอบว่า : การแสดงเหตุในภพก่อนย่อมเป็นไปเพื่อห้ามอเหตุทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่าไม่มีเหตุ) และวิสททิฏฐิ (ความเห็นผิดในสิ่งที่ไม่มีจริง) การแสดงผลอนาคตเพื่อห้ามอุเฉททิฏฐิ (ความเห็นผิดว่าขาดสูญ) การแสดงเหตุและผลทั้งสองอย่างเพื่อห้ามสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่าเที่ยง)

อเหตุทิฏฐิ คือ ความเห็นที่เป็นไปว่า เหล่าสัตว์ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ย่อมเป็นไป ย่อมหยุดยั้ง ย่อมเศร้าหมอง ย่อมบริสุทธิ์

วิสททิฏฐิ คือ ความเห็นผิดในสิ่งที่ไม่มีจริงโดยเนื่องกับพระพรหม พระผู้เป็นใหญ่ในเหล่าสัตว์ การเนรมิตของพระเจ้า เป็นต้น

อุเฉททิฏฐิ คือ ความเห็นที่เป็นไปว่า เหล่าสัตว์จะขาดสูญในขณะเสียชีวิต ชาติในอนาคตไม่มี

สัสสตทิฏฐิ คือ ความเห็นที่เป็นไปว่า อัตตาเป็นสภาพเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน ย่อมท่องเที่ยวไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ อัตตาที่เป็นภาวะเที่ยงแท้ท่องเที่ยวไปเช่นนี้ ไม่พึงเกิดขึ้นด้วยอวิชชาเป็นต้น

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงปฏิเสธสัสสตทิฏฐิ ด้วยการตรัสความเกิดขึ้นของวิญญาณในภพอื่นด้วยอวิชชาและสังขารอีก

๘. ถามว่า : เหตุใดโสกะเป็นต้นจึงไม่รวมเข้าในองค์ทั้งหลาย

ตอบว่า : เพราะโสกะเป็นต้นไม่มีลักษณะของการเกิดขึ้นอาศัยเหตุอย่างนี้ว่า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka