ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เมื่อชาติมีอยู่ โสกะเป็นต้นย่อมมีแน่นอน เนื่องจากแม้ชาติมีอยู่โสกะเป็นต้นก็ไม่มีในรูปภูมิ
และอรูปภูมิ อีกทั้งไม่มีแก่บุคคลบางคนในกามภูมิ [คือพระอนาคามีและพระอรหันต์]
ถามว่า : เหตุใดจึงกล่าวโสกะเป็นต้น
ตอบว่า : การกล่าวโสกะเป็นต้นเพื่อแสดงโทษอันมากมายใหญ่หลวงของชาติ
หรือวัฏฏะมีอวิชชาเป็นต้นที่ดำเนินไปทั้งหมดตามที่กล่าวไว้แล้ว ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
โสกาทิวนุ์ ปเนตฺถ นิสฺสนฺทผลนิทสฺสนํ (อนึ่ง ในปฏิิจจสมุปบาทนัยนี้ คำว่า โสกะ เป็นต้น
เป็นการแสดงผลต่อเนื่อง)
ในประโยคนั้น คำว่า นิสฺสนฺทผลนิทสฺสนํ (เป็นการแสดงผลต่อเนื่อง) มีความหมาย
ว่า เป็นการแสดงผลเพิ่มพูนคือโทษอันมากมายใหญ่หลวงของชาติ
๙. ถามว่า : เหตุใดอวิชชาและสังขารทั้งสองอันเป็นอดีตเหตุของภพปัจจุบันนี้
จึงตรัสไว้ในพระบาลี ธรรมทั้งสองอย่างนี้เท่านั้นเป็นปัจจัยแก่ภพปัจจุบันหรือ
ตอบว่า : ธรรมอื่นก็มีอีก
ถามว่า : เหตุใดพระพุทธองค์จึงไม่ตรัสธรรมอื่นไว้ในพระบาลี
ตอบว่า : เพราะรวมเอาธรรมที่แม้จะไม่ได้ตรัสไว้โดยตรงนั้นได้
ถามว่า : รวมเอาได้อย่างไร
ตอบว่า : รวมเอาได้โดยลักษณะคือการเกิดขึ้นอาศัยเหตุและการเกิดขึ้นโดย
เนื่องกับเหตุ
เมื่อท่านจะแสดงข้อความนี้ จึงกล่าวคำว่า อวิชชาสงขารคุคหเณน (อนึ่ง ในข้อนี้
ตัณหา อุปาทาน และภพแสดงไว้ด้วยคำว่า อวิชชาและสังขาร) เป็นต้น
แม้คำต่อไป [คำว่า อวิชชาและสังขารก็แสดงไว้ด้วยคำว่า ตัณหา อุปาทาน และ
ภพ เป็นต้น] ก็มีนัยเดียวกัน
ในประโยคนั้น คำว่า อวิชชาสงขารคุคหเณน (ด้วยคำว่า อวิชชาและสังขาร) มี
ความหมายว่า ด้วยคำว่า อวิชชาและสังขาร ที่กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้นของพระบาลี