ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า ตณฺหุปทานภาวปิ คหิตา ภวุนฺติ (อวิชชาและสังขารก็แสดงไว้ด้วยคำว่า
ตัณหา อุปาทาน และภพ) มีความหมายว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงตัณหาและอุปาทาน
ด้วยคำว่า อวิชชา เพราะเมื่ออวิชชามีอยู่ ตัณหาและอุปาทานก็มีได้ แต่เมื่ออวิชชา
ไม่มี ตัณหาและอุปาทานก็มีไม่ได้ และทรงแสดงกรรมภพด้วยคำว่า สังขาร เพราะเมื่อสังขาร
มีอยู่ กรรมภพก็มีได้ แต่เมื่อสังขารไม่มี กรรมภพก็มีไม่ได้
ส่วนในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “พระผู้มีพระภาคทรงแสดงตัณหาและอุปาทานด้วย
คำว่า อวิชชา เพราะเป็นกิเลสเหมือนกัน และแสดงกรรมภพด้วยคำว่า สังขาร เพราะเป็น
กรรมเหมือนกัน” แม้ข้อความนั้นก็สมควร
พึงสัมพันธ์[บทที่เพิ่มเข้ามา]ว่า เช่นเดียวกันนี้ อวิชชาและสังขารก็แสดงไว้ด้วย
คำว่า ตัณหา อุปาทาน และภพ หมายความว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอวิชชาด้วยคำว่า
ตัณหาและอุปาทาน และแสดงสังขารด้วยคำว่า ภพ เพราะเกิดขึ้นเนื่องด้วยอวิชชา
ท่านกล่าวว่า ชาติชรา...คหิต์ (ผล ๕ อย่างมีวิญญาณเป็นต้น แสดงไว้ด้วยคำว่า
ชาติ ชรา และมรณะ) เพราะเป็นสภาพเกิดร่วมกับชาติเป็นต้น เนื่องจากมีการเกิดร่วมกัน
ระหว่างธรรมที่กำหนดหมาย[คือชาติ ชรา และมรณะ] กับธรรมที่ถูกกำหนด[มีวิญญาณ
เป็นต้น]
คำว่า อิติ กตฺวา แปลว่า เพราะฉะนั้น
๑๐. พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า ส่วนมี ๒๐
การรวมเข้ามี ๔ อย่าง คือ เหตุ ๕ อย่างแรกเป็นการรวมเข้า ผล ๕ อย่างที่
สองเป็นการรวมเข้า เหตุ ๕ อย่างที่สามเป็นการรวมเข้า และผล ๕ อย่างที่สี่เป็นการรวมเข้า
เมื่อการรวมเข้ามี ๔ ที่เชื่อมต่อก็มี ๓ ดังนี้คือ ที่เชื่อมต่อของการรวมเข้าที่ ๒ กับ
ที่ ๑ ที่เชื่อมต่อของการรวมเข้าที่ ๓ กับที่ ๒ และที่เชื่อมต่อของการรวมเข้าที่ ๔ กับที่ ๓
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ติสนฺธิ จตุสงฺเขปา จ ภวุนฺติ (ที่เชื่อมต่อมี ๓ และการรวมเข้ามี ๔)
ในประโยคนี้ คำว่า เหตุมี ๕ ผลมี ๕ กล่าวไว้ตามคำที่ชาวโลกนิยมพูดกัน