Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

(๒๓๔) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “คำว่า ‘ภพบางอย่างที่เรียกว่า กรรมภพ’ นี้
เจตนาอันเป็นปัจจัยแก่การปฏิสนธิในอนาคต ชื่อว่า สังขาร” ข้อความนั้นไม่สมควรในที่นี้
เพราะภพทั้งสองนับเข้าในเหตุ ๕ อย่างทั้งสองหมวด [เหตุอดีตและเหตุปัจจุบัน]

อีกนัยหนึ่ง ข้อความนั้นกล่าวไว้ตามนัยแห่งพระบาลี ๑๒ ที่ตรัสไว้[ในอุเทสว่า
สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย]

[คัมภีร์อนุทีปนีอธิบายว่า ถ้าหมายเอานัยแห่งพระบาลี มติของคัมภีร์วิภาวินีก็สมควร]

คำว่า อวเสสา (ธรรมทั้งหลายที่เหลือ) นี้ หมายถึง ผล ๕ มีวิญญาณเป็นต้น
พร้อมทั้งชาติ ชรา และมรณะ

ผล ๕ มีวิญญาณเป็นต้นที่แสดงไว้ด้วยคำว่า ชาติ ชรา และมรณะ คืออุปปัติภพ
โดยสภาวะ เพราะไม่มีอุปปัติภพอื่นนอกจากผล ๕ แต่เพื่อรักษาการจำแนกธรรม คำว่า
อุปปัติภพ จึงหมายเอาธรรม ๕ อย่างอันเป็นหมวดที่สี่

[ในคัมภีร์วิภังค์ พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ พระดำรัสว่า ภว (ภพ) หมายเอา
อุปปัติภพอีกด้วย อุปปัติภพจึงได้แก่ธรรม ๕ อย่างอันเป็นหมวดที่สี่]

๑๒. ในบรรดาองค์ ๑๒ อวิชชาเป็นโมหะ และโมหะจัดเป็นอกุศลมูล ตัณหาเป็น
ความโลภ และความโลภก็เป็นอกุศลมูล ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อวิชชาตณฺหาวเสเน เทว
มูลานิ (มูลมี ๒ ด้วยการจำแนกเป็นอวิชชาและตัณหา)

อีกนัยหนึ่ง คำว่า มูล แปลว่า ผู้นำ หมายความว่า ผู้นำแห่งวัฏฏะมี ๒

[ตามนัยแรก คำว่า มูล แปลว่า “เหตุ” คือเหตุของอกุศล ส่วนนัยที่ ๒ แปลว่า “ผู้นำ” คือ
ผู้นำแห่งวัฏฏะ]

ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

ปุริม์ ปญฺจกทฺวยํ เเอกํ ภวภกฺกํ ปจฺฉิม์ ปญฺจกทฺวยํ เเอกํ ภวภกฺกนฺติ กตฺวา ปุริม์

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka