ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อวิชฺชามูลํ. ตญฺจ ทิฏฐิจริตานํ วา อปายคามินํ วา จกุกํ. ปจฉิมํ ตณฺหามูลํ. ตญฺจ
ราคจริตานํ วา สุคติคามีนํ วา จกุกํ.๑๓
“ธรรมสองหมวด ๕ อย่างแรก [เหตุในอดีตและผลในปัจจุบัน] เป็นวนเวียนภพ
อย่างหนึ่ง ส่วนธรรมสองหมวด ๕ อย่างหลัง [เหตุในปัจจุบันและผลในอนาคต] เป็น
วนเวียนภพอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้น วนเวียนภพแรกจึงมีอวิชชาเป็นมูล วนเวียนภพดังกล่าว
เป็นวนเวียนของผู้มีทิฏฐิจริตหรือผู้จะไปสู่อบายภูมิ ส่วนวนเวียนภพหลังมีตัณหาเป็นมูล
วนเวียนภพนั้นเป็นวนเวียนของผู้มีราคจริตหรือผู้จะไปสู่สุคติภูมิ”
คำว่า “วนเวียนภพ” หมายความว่า เมื่อธรรมที่ทำให้เริ่มกระแสวัฏฏะมาบรรจบกัน
วนเวียนภพพึงดำเนินไป ดังนั้น ธรรมทั้งหมดพร้อมทั้งเหตุและผลคู่หนึ่งอันเป็นคู่ที่สอง จึง
เป็นวนเวียนภพหนึ่งในที่นี้
ถามว่า : เหตุใดพระผู้มีพระภาคจึงตรัสอวิชชาเป็นเหตุสำคัญในองค์ประกอบที่
มาจากภพก่อน และตรัสตัณหาไว้ในองค์ประกอบที่ไปสู่ภพต่อไป พระองค์พึงตรัสธรรม
ทั้งสองนั้นในฝ่ายทั้งสองมิใช่หรือ
ตอบว่า : อาหารของตัณหาที่เสมอด้วยสุขเวทนานย่อมไม่มี พระพุทธองค์เมื่อจะ
ทรงเชื่อมองค์แห่งวัฏฏะถัดจากองค์คือเวทนา ก็ควรตรัสตัณหาที่เหมาะสมแก่เวทนา ไม่พึง
ตรัสอวิชชา ดังนั้น อวิชชาจึงไม่มีโอกาสนับเข้าในองค์ประกอบที่ไปสู่ภพต่อไป แต่ในที่
เริ่มแรกก่อนธรรมทั้งหมด พึงตรัสอวิชชาที่เป็นประธานในอกุศลทั้งมวล
อวิชชาเป็นองค์ประกอบแน่นอนในการก่อให้เกิดสังขาร จึงไม่มีธรรมอย่างใด
อย่างหนึ่งที่ควรอล่าวเพื่อความเป็นองค์ประกอบหนึ่งในระหว่างอวิชชากับสังขาร ดังนั้น
ตัณหาจึงไม่มีโอกาสนับเข้าในองค์ประกอบที่มาจากภพก่อน ความจริงเทศนาเกี่ยวกับปฏิจจ-
สมุปบาทนี้ ย่อมเป็นไปโดยกำหนดองค์ประกอบสำคัญ มิใช่เป็นไปโดยกำหนดธรรมทุกอย่าง
ที่มีได้
ส่วนในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “อวิชชาเป็นมูลของส่วนก่อน ตัณหาเป็นมูลของ
ส่วนหลัง” ในพากย์นั้น คำว่า “ส่วนก่อน” คือ ส่วนที่เป็นเหตุและผลก่อน คำว่า “ส่วนหลัง”