ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คือ ส่วนที่เป็นเหตุและผลหลัง
๑๓. ท่านกล่าวว่า เตสเมว จ มูลานํ นิโรเผน นิรุชฺฌติ ([วัฏสงสาร]ย่อมดับเพราะการดับไปแห่งมูลเหตุเหล่านั้น) เพื่อแสดงเหตุที่อวิชชาและตัณหาทั้งสองมีชื่อว่า มูล (เหตุเกิด) ความหมายก็คือ วัฏฏะทั้งหมดย่อมมีเพราะการเกิดขึ้นของอวิชชาและตัณหาและดับไปเพราะการดับของธรรมดังกล่าว ดังนั้น อวิชชาและตัณหาทั้งสองจึงได้ชื่อว่า มูล
บางคนอ้างว่า “คาถานี้แสดงปฏิจจสมุปบาทแบบปฏิโลม” ที่ชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาทแบบปฏิโลม คือวาระที่แสดงความดับว่า “ความดับของสังขารย่อมมีเพราะอวิชชาดับ ความดับของวิญญาณย่อมมีเพราะสังขารดับ” ดังนี้เป็นต้น
บัดนี้ พระอนุรุทธาจารย์จะแสดงว่า คำว่า โสภะ เป็นต้นไม่ใช่มีประโยชน์เพื่อแสดงผลต่อเนื่องอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์เพื่อแสดงธรรมอันเป็นทุกข์ซึ่งก่อให้เกิดธรรมที่เป็นมูลเหตุแห่งวัฏฏะต่อไป โดยเป็นองค์อย่างหนึ่งร่วมกับชราและมรณะ จึงกล่าวคาถาว่า ชรามรณมจุฉาย (อวิชชาย่อมดำเนินไปแก่คนเขลาผู้ถูกชรา มรณะ และความเศร้าโศกเบียดเบียนอยู่ทุกขณะ เพราะการเกิดขึ้นของอาสวะทั้งหลาย) เป็นต้น
ในคาถานั้น คำว่า มุฉนา (ความเศร้าโศก) หมายเอาความเศร้าโศกเป็นต้น เพราะความเศร้าโศกเป็นต้นเกิดจากอาสวะแล้วเป็นปัจจัยเพื่อให้เกิดอาสวะอีก ความเศร้าโศกเป็นต้นจึงนับเข้าในองค์คือชราและมรณะ
อาสวะทั้งหลายย่อมเกิดเสมอแก่คนเขลาผู้ถูกชรา มรณะ และความเศร้าโศกเบียดเบียนอยู่ทุกขณะ และอวิชชาย่อมเพิ่มพูนเพราะการเกิดขึ้นของอาสวะทั้งหลาย ดังพระพุทธวจนะว่า
อาสวสมุทเย อวิชชาสมุทโย.๑๔
“การเกิดขึ้นของอวิชชาย่อมมีเพราะการเกิดขึ้นของอาสวะ”
หากเป็นตามนี้ก็จะมีความหมายว่า วัฏสงสารย่อมวนกลับมาอีกว่า สังขารทั้งหลย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย