Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ในข้อนี้ ที่ตั้งแห่งทุกข์ของชาวโลกอันยิ่งใหญ่แผ่ไปเสมอเหมือนดั่งชราและมรณะ
หามีไม่ ศาสนาของพระศาสดาก็เป็นคำสอนเพื่อความหลุดพ้น ดังนั้น เทศนาอันเกี่ยวกับ
ปฏิจจสมุปบาทนี้จึงมีชราและมรณะเป็นเหตุ ดังพระพุทธวจนะมีอาทิว่า

กิจฉ์ วตาย์ โลโก อาปนุโน ชายติ จ ชิยยติ จ มิยยติ จ วจติ จ อุปปชฺชติ จ.
อตฺถ จ ปนิมสฺส ทุกฺขสฺส นิสฺสรณ์ นปฺปชานาติ ชรามรณสฺส.๑๗

“ชาวโลกเหล่านี้เข้าถึงทุกข์โดยแท้ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสถิ แต่พวกเขา
ไม่รู้จักความหลุดพ้นจากทุกข์คือชราและมรณะนี้”

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงองค์ประกอบก่อนๆ มีชาติ เป็นต้น เพื่อให้ทราบ
องค์ประกอบที่บุคคลเข้าใจก่อนแล้วสามารถเพิกถอนชราและมรณะพร้อมทั้งมูลเหตุ แล้วจึง
เปลื้องตนจากชราและมรณะได้

เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงการเกิดขึ้นของอัตภาพพร้อมทั้งองค์ประกอบ ที่
มาจากภพก่อน องค์ประกอบที่ไปสู่ภพในอนาคต การมาเกิดในภพนี้ และการไปเกิดในภพ
ต่อไป โดยตั้งอยู่ในภพหนึ่ง ก็จัดว่าแสดงการเกิดขึ้นของอัตภาพนั้นๆ ในภพนั้นๆ ในสงสาร
ทั้งหมดที่เป็นอดีตและอนาคต และทรงคัดค้านมิจฉาทิฏฐิทั้งหมด ทั้งวนเวียนแห่งภพก็ไม่มี
เบื้องต้นและที่สุดหมุนพ้นกันอยู่ ดังนั้น พระอนุรุทธอาจารย์จึงแสดงโทษอันใหญ่หลวงของ
วัฏฏะที่ดำเนินไปโดยไม่เกี่ยวกับอวิชชา ด้วยคำว่า ชราและมรณะ หรือด้วยคำว่า โสนะ เป็นต้น

คาถาที่ขึ้นต้นว่า อิจุเจว์ (พระมหาമുနிทรงแสดงวัฏสงสารที่หมุนพ้นกันไปใน
ภูมิ ๓ อันไม่ปรากฏเบื้องต้นเช่นนี้ว่าเป็นปฏิจจสมุปบาท) เป็นคำลงท้าย

พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า พระมหาമുနிทรงแสดงเช่นนี้ คือตามนัยว่า สังขาร
ทั้งหลายย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นต้น

อาจารย์ทั้งหลายประกอบบทไว้อีกนัยหนึ่งว่า วัฏสงสารที่หมุนพ้นกันไปเช่นนี้ใน
ภูมิ ๓ อันไม่ปรากฏเบื้องต้น

ในคาถานั้น คำว่า อิจุเจว์ อาพนฺธ์ (วัฏสงสารที่หมุนพ้นกันไปเช่นนี้) มีความหมาย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka