ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า
คิชฌโปตกสรีรานํ อาหาราสา เจตนา วิย.๒๖
“ปัจฉาชาตปัจจัยเหมือนกับเจตนาที่ประกอบด้วยความอยากอาหารของลูกนกแร้ง”
แม้ในคัมภีร์มูลฎีกาก็อธิบายว่า
เอเตน มโนสญฺเจตนาหารวเสน ปวตฺตมาเนหิ อรูปธมฺเมหิ รูปกายสฺส
อุปตฺถมภิตภาว์ ทสฺเสติ, เตเนว อาหาราสา วิยาติ อวตฺวา เจตนาคหณํ กโรติ.๒๗
“ด้วยข้อความนั้น พระอรรถกถาจารย์แสดงว่ากองรูปได้ถูกอุปถัมภ์ด้วยนามธรรม
ที่เป็นไปด้วยอำนาจของมโนสัญเจตนาหาร ดังนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงไม่กล่าวว่า
‘เหมือนกับความอยากอาหาร’ แต่กล่าวว่าเหมือนกับเจตนา[ที่ประกอบด้วยความอยาก
อาหาร]”
เจตนาที่ประกอบด้วยความอยากอาหารอันเกิดภายหลังร่วมกับสัมปยุตตธรรมย่อม
อุปถัมภ์รูปในตัวลูกนกแร้งเหล่านั้นให้ถึงความไม่เหี่ยวแห้งและเป็นปัจจัยให้เกิดกระแสรูปที่
เจริญเติบโตโดยปราศจากกพภีการหารเป็นเวลานานได้
[นกแร้งเมื่อออกลูกแล้ว มักทิ้งลูกของตัวไปหากินเองโดยไม่สนใจลูก แต่ลูกนกแร้งมีเจตนา
ตั้งใจจะได้อาหารจากแม่ ความตั้งใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตของมันให้คงอยู่และเจริญเติบโต ความ
ตั้งใจดังกล่าวนี้เปรียบเหมือนปัจฉาชาตปัจจัยที่อุปถัมภ์รูปที่เกิดก่อนให้ดำรงอยู่ได้]
ข้ออุปมานี้คล้ายกับกล่าวไว้ในที่นี้ เพื่อแสดงปัจฉาชาตปัจจัยทั้งหมดด้วยเจตนา
ที่เป็นปัจฉาชาตปัจจัยส่วนหนึ่งอันปรากฏชัด และคำว่า เจตนา ก็กล่าวไว้เพื่อแสดงว่าเจตนา
เป็นธรรมสำคัญในปัจฉาชาตปัจจัย หากเป็นตามนี้ การอธิบายความหมายของปัจฉาชาต-
ปัจจัยด้วยข้ออุปมาที่แสดงสิ่งที่เกิดภายหลังจึงสมควร ข้อความนี้ปรากฏในคัมภีร์ฎีกา
ตามที่กล่าวไว้แล้ว
คำว่า อาเสวนะ หมายถึง ธรรมเป็นที่เสพคุ้นของธรรม[คือจิตและเจตสิกที่