ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ต่อเนื่องซึ่งเกิดก่อนด้วยดี กล่าวคือ ธรรมที่เกิดต่อๆ มาย่อมเป็นไปเสมอโดยรับเอาอาการ
ทุกอย่างของธรรมที่เกิดก่อน[คือจิตตุบาทที่ต่อเนื่อง]เหมือนเสพคุ้นดี
อีกนัยหนึ่ง อาเสวนะ หมายถึง ธรรมที่ทำให้ธรรมเหล่านั้นเสพคุ้น คือ รับเอา
การบ่มสภาพของตน หรือทำให้เพิ่มพูนขึ้น
[คำว่า อาเสวน มีความหมาย 2 ประการ คือ
- ธรรมเป็นที่เสพคุ้นของธรรมที่เกิดก่อนด้วยดี = อาเสวนุติ ต์ สุญฺจุ ภนฺตฺตีติ อาเสวนํ
(อา บทหน้า + สิอุ ธาตุ = เสพ + ยุ ปัจจัยในอวุตตกกรรมสาธนะ)
- ธรรมที่ทำให้ธรรมที่เกิดก่อนเสพคุ้นด้วยดี = อาเสเวติ เต ธมฺเมติ อาเสวน์ (อา
บทหน้า + สิอุ ธาตุ + เณ การิตปัจจัย + ยุ ปัจจัยในเหตุกัตตุสาธนะ)]
ในคัมภีร์มูลฎีกากล่าวว่า
กุสลาทิภาเวน อตฺตนา สทิสสฺส ปโยเกน กรณียสฺส อนอนุตฺตรมมสฺส ปุนปฺปุนํ
กรณ์ ปวตฺตน์ อตฺตสทิสสฺส วา อตฺตสทิสภาวาปาทนํ วาสน์ อาเสวนฏฺโฐ.๒๙
“สภาพคือการเสพคุ้น หมายถึง การกระทำเป็นนิตย์ กล่าวคือ การยังธรรม
ที่ต่อเนื่องซึ่งบุคคลพึงกระทำด้วยความเพียรที่เสมอกับตนให้เป็นไปโดยกุศลเป็นต้น
อีกนัยหนึ่ง สภาพคือการเสพคุ้น หมายถึง การบ่มที่ทำธรรมอันคล้ายกับตนให้ถึงความ
เหมือนกับตน”
ในพากย์นั้น คำว่า “ซึ่งบุคคลพึงกระทำด้วยความเพียร” นี้ ปฏิเสธอาวัชชนจิต 2
ดวงและวิบากธรรมทั้งหมด เพราะอาวัชชนจิต 2 ดวงที่เกิด 2 หรือ 3 ครั้ง ไม่พึง
กระทำด้วยความเพียรเพื่อให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากมีกำลังน้อย
ในบรรดาวิปากจิต อริยผลแม้พึงกระทำด้วยความเพียรคือการกำหนดรู้ ก็เกิดขึ้น
ไม่ได้ด้วยความเพียรอย่างเดียวโดยปราศจากอานุภาพของมรรคเจตนา จึงมิควรจะกล่าวถึง
วิปากจิตที่เป็นโลกิยะที่บุคคลให้เกิดขึ้นในกระแสจิตด้วยแรงกรรมอย่างเดียว