ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
วัตถุรูปกับอารมณ์ จึงไม่เป็นปัจจัยโดยเนื้องด้วยความอุตสาหะขวนขวายของจิตเหล่านั้น
อาหารปัจจัย คือ ความเป็นอุปการะโดยมีสภาพที่อาหาร ๓ อย่างซึ่งเป็นนามธรรม ยังสหชาตธรรมให้เกิดขึ้นและอุปถัมภ์ค้ำจุน ส่วนกพฬีกาหารอุปถัมภ์ค้ำจุนกองรูปที่เกิดจากสมุฏฐาน ๔ นี้
สภาพของอาหารมีการอุปถัมภ์เป็นสำคัญ ในพระบาลีจึงไม่ตรัสว่า “กพฬีกาหารเป็นปัจจัยแก่รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานโดยความเป็นอาหารปัจจัย” แต่ตรัสว่า
อิมสฺส กายสฺส อาหารปจฺเจเน ปจฺจโย.๒๙
“กพฬีกาหารเป็นปัจจัยแก่รูปกายนี้โดยความเป็นอาหารปัจจัย”
ด้วยเหตุดังกล่าว ความเป็นอาหารของอาหารที่เป็นนามธรรมจึงเนื่องกับการอุปถัมภ์อาหารย่อมให้เกิดร่วมกับการอุปถัมภ์เพื่อเป็นเหตุให้ธรรมที่ตนทำให้เกิดขึ้นและธรรมอื่นจากนั้นดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง
อินท్రియ์ปัจจัย คือ ธรรมที่เป็นอุปการะด้วยความเป็นใหญ่
อินท్రియ์ปัจจัยมี ๓ อย่างโดยจำแนกเป็นสหชาตอินท్రియ์ปัจจัยเป็นต้น
สหชาตอินท్రియ์ปัจจัย คือ อินทรีย์อันเป็นนามธรรมที่เป็นใหญ่กว่าธรรมอันเกิดร่วมกันในหน้าที่ของตนๆ
ปุเรชาตอินท్రియ์ปัจจัย คือ อินทรีย์อันเป็นปสาทรูป ๕ ซึ่งเกิดก่อน และเป็นใหญ่กว่าปัญจวิญญาณที่เกิดภายหลังในหน้าที่ที่มีการเห็นเป็นต้น
รูปชีวิตินท్రియ์ปัจจัย คือ ชีวิตรูปที่เป็นใหญ่กว่ากุฏตารูปอันเกิดร่วมกันในขณะดำเนินไปเป็นเวลานาน
ถามว่า : เหตุใดพระอนุรุทธอาจารย์จึงไม่แสดงอินทรีย์คือภาวรูป ๒ ในอินท్రియ์ปัจจัย
ตอบว่า : การให้เกิดขึ้น การอุปถัมภ์ หรือการตามรักษา มีอยู่แก่ธรรมใด ธรรมนั้นชื่อว่า ปัจจัย แต่ภาวรูปทั้งสองไม่มีสภาพทั้งสามนั้นเพื่อประโยชน์แก่สหชาตธรรม ภาวรูปทั้งสองมีอำนาจในการกำหนดความเป็นไปของธรรมอันเกิดจากสมุฏฐาน ๔ ที่เป็นไป