ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตามปัจจัยมีกรรมเป็นต้นของตนๆ ในกระแสจิตที่ประกอบด้วยภาวรูปโดยเนื่องกับอาการ
ของสตรีเป็นต้น จึงได้ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะเป็นใหญ่ในหน้าที่กำหนดธรรมเหล่านั้น ไม่ได้
ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะเป็นอินทรียปัจจัย ดังนั้น ท่านจึงไม่แสดงภาวรูปไว้เรื่องนี้
ฌานปัจจัย คือ ธรรมที่เป็นอุปการะโดยมีสภาพเพ่ง เหมือนเข้าไปสู่อารมณ์แล้ว
ดำเนินไปมั่นคงในอารมณ์
มรรคปัจจัย คือ ธรรมที่เป็นอุปการะโดยมีสภาพให้ถึงทุคติ สุคติ และพระนิพพาน
สัมมาทิฏฐิเป็นต้นที่เป็นกุศลได้ชื่อว่า มัคคปัจจัย เพราะให้ถึงสุคติและพระนิพพาน
เนื่องจากมีลักษณะพิเศษคือความเห็นชอบเป็นต้น ลักษณะพิเศษนั้นๆ มีอยู่แก่สัมมาทิฏฐิ
เป็นต้นที่เป็นอัพยากตฤด ดังนั้น สัมมาทิฏฐิเป็นต้นที่เป็นอัพยากตฤดจึงได้ชื่อว่า มรรคปัจจัย
เพราะลักษณะดังกล่าว
แม้ธรรมที่เป็นองค์แห่งมรรคจะเป็นอุปการะเพราะมีสภาพให้ถึงทุคติเป็นต้นนั้นๆ
ข้อนี้ก็ไม่เกี่ยวกับรูปธรรมที่เกิดจากธรรมที่เป็นองค์แห่งมรรค รูปธรรมดังกล่าวจัดเป็น
ปัจจัยุปบันของมรรค เพราะเกิดจากธรรมที่เป็นมรรคปัจจัย ปัจจัยอื่นคือเหตุปัจจัย กรรม-
ปัจจัย อินทรียปัจจัย และฌานปัจจัย เป็นต้น ก็มีนัยเดียวกัน
สัมปยุตตปัจจัย คือ ธรรมที่เป็นเหมือนสิ่งเดียวกันร่วมกับลักษณะมีความเกิดขึ้น
พร้อมกันเป็นต้น ซึ่งเป็นอุปการะด้วยการประกอบกันและกัน
วิปปยุตตปัจจัย คือ ธรรมที่เป็นอุปการะด้วยการมิได้มาประกอบ เพราะปราศจาก
สัมปโยคลักษณะมีความเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นต้น แม้จะประกอบด้วยการเกิดร่วมกัน ความ
เป็นที่อาศัย และสภาพอาศัย ซึ่งเสมอกัน
วิปปยุตตปัจจัยนี้กล่าวไว้เพื่อกำจัดความสงสัยในธรรมที่น่าสงสัยว่าเป็นสัมปยุตต-
ปัจจัย ดังนั้นจึงไม่มีความสงสัยในธรรมที่เป็นอารมณ์และอนันตระเป็นต้นว่าเป็นวิปปยุตตปัจจัย
อัตถิปัจจัย คือ ปัจจัยที่เป็นอุปการะแก่ธรรมที่ถึงพร้อมด้วยขณะปัจจุบัน (ปัจจุบัน
ที่เกิดขึ้นอยู่) เช่นนั้นด้วยการเกิดขึ้นร่วมกันเป็นต้น เพราะถึงพร้อมด้วยขณะปัจจุบันคือ
ความมีอยู่ในธรรมที่เป็นปัจจัยตามที่กล่าวไว้แล้ว