Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

[คัมภีร์อนุทีปนีอธิบายเพิ่มเติมว่า คำว่า อตฺถิ (มีอยู่) ใน อตฺถิปัจจัย มีความหมายว่า “มีอยู่
โดยความเป็นปัจจัย” ในบางที่ก็มีความหมายว่า “มีอยู่โดยความเป็นปรมัตถธรรม” หรือ “มีอยู่โดย
สมมุติบัญญัติ” คำว่า นตฺถิ (ไม่มีอยู่) ก็มีความหมาย ๓ นัยเช่นกัน สารจากพระบาลีข้างต้นนี้เป็น
อุทาหรณ์ของ อตฺถิ และ นตฺถิ ที่มีความหมายว่า “มีอยู่โดยสมมุติบัญญัติ” ดังนั้น พระผู้มีพระภาค
จึงตรัสวิคตปัจจัยซ้ำกับอัตถิปัจจัย และตรัสอวิคตปัจจัยซ้ำกับนัตถิปัจจัย เพื่อห้ามความสงสัยใน
อรรถสองอย่างหลังและเพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าเป็นอรรถแรก]

อธิบายคาถาแสดงอุเทส

๑๔. บัดนี้ พระอนุรุทธอาจารย์จะประมวลปัจจัย ๒๔ อย่างตามที่ได้แสดงเป็น
หมวดหมู่ ๖ กลุ่ม แล้วแสดงนิเทศของปัจจัยเหล่านั้นตามลำดับหมวดหมู่อีก จึงกล่าวสอง
คาถาที่ขึ้นต้นว่า ฉรา นามิ ตุ นามสฺส (นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๖ ปัจจัย)

พึงประกอบบทว่า ปัจจัยมี ๖ ประเภทโดยจำแนกเป็นหมวดหกและหมวดห้า
เป็นต้นว่า นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๖ ปัจจัย นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๕ ปัจจัย นามเป็น
ปัจจัยแก่รูป ๑ ปัจจัย รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑ ปัจจัย บัญญัติ นาม และรูปเป็นปัจจัยแก่
นาม ๒ ปัจจัย นามและรูปทั้งสองอย่างเป็นปัจจัยแก่นามรูปทั้งสองอย่าง ๙ ปัจจัย ปัจจัยมี
๖ ประเภทได้อย่างไร

(๒๓๕) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “บัญญัติ นาม และรูปเป็นปัจจัย ๒ อย่างแก่นาม”
ข้อความนั้นไม่งาม เพราะคำเกี่ยวกับปัจจัยซึ่งกล่าวเป็น ๓ ลักษณะคือปัจจัย ปัจจยุปปัน
และปัจจัยสัตติ (ความสามารถของปัจจัย) จึงเป็นอันกล่าวไว้ดี

อธิบายนิเทศของปัจจัย ๖ ประเภท

๑๕. ปัจจัยมีอนันตรปัจจัยเป็นต้นย่อมมีเพื่อให้กระแสจิตไม่ขาดช่วงประกอบ
ลำดับของกิจและฐานได้ ดังนั้น ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในนามธรรมมีกุศลเป็นต้นจึงเป็น
ปัจจัยแก่ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ตรงข้ามกันโดยแท้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนันตร-
นิรุทฺธา จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา (ธรรมทั้งหลายทั้้งที่เป็นจิตและเจตสิก ที่ดับไปโดยไม่มีธรรม
อื่นมาคั่น) เป็นต้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka