ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในพากย์นั้น คำว่า “ที่ไม่ตรงข้ามกัน” นี้ โปรดทราบการปฏิเสธปัจจัยไม่มีธรรม
อื่นมาคั่นระหว่างกุศลกับอกุศลและโสมนัสกับโทมนัสที่ตรงข้ามกันและกัน
คำว่า ปฏุปปนฺนานํ แปลว่า ที่กำลังเกิดขึ้นอีก หรือที่กำลังเกิดขึ้นตามลำดับ
อาเสวนปัจจัยที่เป็นไปด้วยการเสพคุ้นในกระแสจิตเป็นนิตย์ ย่อมปรากฏใน
จิตตุปบาทที่ประกอบด้วยกำลังแล่นไปอันควรให้เกิดด้วยความเพียรอย่างเดียว ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า ปุริมานิ ชวนานิ (ชวนจิตดวงก่อนๆ)
ในประโยคนั้น คำว่า ชวนานิ (ชวนจิต) คือ ชวนจิตที่เป็นกุศล อกุศล และกิริยา
อันเป็นโลกิยะ ยกเว้นชวนจิตที่เป็นมรรคและผล
[มรรคจิตได้รับอาเสวนปัจจัยจากโคตรภู แต่ไม่เป็นอาเสวนปัจจัยแก่ผลจิต เพราะเป็นจิตต่าง
ชนิดกัน กล่าวคือมรรคเป็นกุศล ผลเป็นวิบาก ส่วนจิตพ้นจากความเป็นอาเสวนปัจจัยโดยประการ
ทั้งปวง มรรคและผลจึงไม่นับเข้าในชวนจิตดวงแรกในที่นี้]
คำว่า ปจฺฉิมานํ ชวนานิ (ชวนจิตดวงหลัง) คือ ชวนจิตที่เป็นกุศล อกุศล และ
กิริยาอันเป็นโลกิยะ ยกเว้นผลชะนะ โดยแท้จริงแล้ว ธรรมที่ต่างชนิดกันจะรับเอาหรือให้
รับเอาการบ่มสภาพของตนที่บริบูรณ์โดยสิ้นเชิงแก่กันและกันไม่ได้ ถ้าสามารถบ่มสภาพ
ของตนได้ ธรรมทั้งหลายก็ไม่พึงมีชนิดต่างกันและกัน ดังนั้น ผลชะนะที่ต่างชนิดกันจึงรับ
เอาการบ่มสภาพของตนจากมรรคไม่ได้ แม้มรรคก็ให้การบ่มสภาพของตนแก่ผลไม่ได้
ผลจิตทำหน้าที่ชะนะได้ด้วยกำลังความเพียรในการกำหนดรู้ มิได้ทำหน้าที่ชะนะ
ด้วยกำลังในการรับเอาการให้บ่มสภาพของตนแก่กันและกัน ส่วนความต่างกันของโคตรภู
ฌาน และมรรคจิตโดยภูมิ ไม่ใช่ข้อสำคัญในเรื่องนี้ เพราะมีสภาพถึงความเป็นมหคคตะ
และโลกุตตระจากความเป็นกามาวจรด้วยกำลังของอาเสวนปัจจัย
๑๗. คำว่า เหตุ ฯลฯ นามรูปานํ (เหตุ องค์แห่งการเพ่ง และองค์มรรคเป็น
ปัจจัยแก่นามรูปที่เกิดร่วมกับตน) นี้ มีความหมายว่า เหตุและองค์มรรคเป็นปัจจัยแก่
นามรูปที่เกิดร่วมกับตนยกเว้นอเหตุจิต ส่วนองค์แห่งการเพ่งเป็นปัจจัยแก่นามรูปที่เกิด