Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ร่วมกับตนยกเว้นปัญจวิญญาณ พระอนุรุทธาจารย์จักกล่าวลักษณะของรูปที่เกิดร่วมกันไว้
ต่อไป[ในข้อ ๓๖]

        เจตนาที่เป็นไปอยู่ย่อมทำหน้าที่ ๒ อย่าง คือก่อให้เกิดธรรมที่เกิดร่วมกับตน และ
เพาะพันธุ์อันเหมือนอาการเป็นไปของตนไว้ในกระแสจิตเพื่อให้มีผลปรากฏในโอกาสต่อไป

        ในข้อนั้น หน้าที่ซึ่งก่อให้เกิดขึ้นย่อมเนื่องด้วยเจตนาทั้งหมด ส่วนหน้าที่เพาะ
พันธุ์ย่อมมีแก่เจตนาที่ถึงความเป็นกุศลและอกุศลเท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สหชาตา
เจตนา (เจตนาที่เกิดร่วม) เป็นต้น

        ในประโยคนั้น คำว่า สหชาตา เจตนา (เจตนาที่เกิดร่วม) คือ เจตนาที่เกิดร่วม
กับปัญจวิญญาณเป็นอย่างต่ำ เพราะเจตนาดังกล่าวชื่อว่า กรรม เนื่องจากเป็นไปโดยความ
เป็นกรรมคือการก่อให้เกิดขึ้น

        การเพาะพันธุ์ที่เหมือนวิบากคืออาการเป็นไปของตน ย่อมก่อให้เกิดผลของการ
เพาะพันธุ์ทันทีไม่ได้ แต่ก่อให้เกิดผลในขณะอื่นเมื่อถึงความแก่กล้าเหมือนเมล็ดมะม่วง
เป็นต้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานานุกขณิกา เจตนา (เจตนาที่เกิดในขณะต่างกัน)

        ในประโยคนั้น คำว่า นานานุกขณิกา เจตนา (เจตนาที่เกิดในขณะต่างกัน) คือ เจตนา
ที่เป็นกุศลและอกุศลอันเกิดขึ้นแล้วในอดีตกาลต่างจากขณะที่ธรรมอันเป็นปัจจัยปัจจุบันของตน
ดำเนินไปอยู่

        อีกนัยหนึ่ง พึงมีปาฐะว่า กุสลากุสลเจตนา (เจตนาที่เป็นกุศลและอกุศล)

        คำว่า วิปากกุขนฺธา อญฺมญฺญ์ สหชาตาน์ รูปาน์ นี้ แปลว่า วิบากขันธ์เป็นปัจจัย
แก่นามซึ่งกันและกัน และเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดร่วมกัน

        ๑๘. ต้นสาละเล็กที่เกิดก่อน ย่อมถึงความเจริญงอกงามเติบโตต่อมาด้วยอำนาจ
ของสายฝนที่ตกลงทุกปี เป็นปัจจัยให้เกิดป่าสาละใหญ่ตลอดกับในที่นั้นได้ ฉันใด รูปธรรม
ที่มีสมุฏฐาน ๔ ทั้งหมดคือกลุ่มกรรมรูป จิตตรูป อตุตชรูป และอาหารรูป ในสรีระทั้งหมด
ซึ่งเกิดขึ้นในจิตที่มีก่อนตั้งแต่ขณะปฏิสนธิ ย่อมถึงการเจริญเติบโตด้วยอำนาจของจิตและ
เจตสิกมีภวังคจิตดวงแรกเป็นต้น แล้วถึงความเป็นปัจจัยให้รูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ต่อๆ มา

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka