Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

เกิดขึ้นเรื่อยไป ฉันนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปจุชาชาตา จิตตเจตสิกา ธมฺมา (ธรรมที่เป็นจิต
และเจตสิกที่เกิดภายหลัง)

ในประโยคนั้น อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า “คำว่า ปุเรชาตสุส (รูปที่เกิดมา
ก่อนแล้ว) คือ รูปที่เกิดมาแล้วในจิตอันไม่มีระหว่างที่ล่วงมาแล้ว”

อีกนัยหนึ่ง คือรูปที่เกิดมาก่อนแล้วจากจิตดวงที่ ๘ โดยแท้จริงแล้ว กาลเพียง
เท่านี้เป็นเวลาเจริญของรูปธรรม ถัดจากนั้นไป ปัจฉาชาตปัจจัยก็ไม่มีประโยชน์ในเวลาเสื่อม

อีกนัยหนึ่ง คือรูปที่เกิดมาก่อนแล้วจากจิตดวงที่ ๑๖ จริงอยู่ วัตถุรูป [หทัยวัตถุ]
ในเวลาใกล้เสียชีวิต ย่อมเข้าถึงความเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่จุติจิต ดังนั้น แม้จุติจิตก็ไม่ควร
กล่าวว่าไม่ใช่ปัจฉาชาตปัจจัยแก่วัตถุรูป จุติจิตก็เป็นปัจฉาชาตปัจจัยแก่รูปอื่นเช่นเดียวกัน
เปรียบเสมือนอาหารที่อุปถัมภ์อยู่ ย่อมไม่มีว่าต้องตั้งอยู่ในฝ่ายเจริญจึงอุปถัมภ์ได้ แต่เมื่อ
ตั้งอยู่ในฝ่ายเสื่อม ก็อุปถัมภ์ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะหมายความถึงการอุปถัมภ์ที่สมควรแก่อาหาร
ในเวลาเสื่อม ฉันใด ปัจฉาชาตปัจจัยนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น

อานุภาพของนามธรรมแผ่ไปกว้างขวาง นามธรรมเหล่านั้นแม้เกิดในหทัยวัตถุ
อันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ก็อุปถัมภ์ร่างกายที่เกิดจากสมุฏฐาน ๔ ทั้งหมดนี้ ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า อิมสฺส กายสฺส (แก่กายนี้)

๑๙. ปสาทวัตถุมีจักขุประสาทเป็นต้น เมื่อได้กระทบกับรูปารมณ์เป็นต้น ย่อมถึง
ความเป็นที่ตั้งของวิญญาณธาตุ การกระทบก็มีในเวลาถึงปฏิถิขณะ ดังนั้น ปสาทวัตถุจึงเป็น
ปุเรชาตปัจจัยแก่วิญญาณธาตุของตนเสมอ

วิญญาณธาตุย่อมเกิดขึ้นโดยปราศจากวัตถุรูปในปัญจโวการภูมิไม่ได้ เมื่อไม่ได้
รับวัตถุรูปที่เกิดมาก่อน[ในเวลาล่วงขณะจิตหนึ่ง]หรือตั้งอยู่ในฝ่ายเจริญ[ตั้งแต่ขณะจิตที่ ๒
จนถึงขณะจิตที่ ๘] ย่อมเกิดขึ้นอาศัยวัตถุรูปนั้นๆ ที่ตนได้รับในเวลาถือปฏิสนธิหรือ
ใกล้เสียชีวิต แต่เมื่อได้รับวัตถุรูปที่เกิดมาก่อนและมีกำลังยิ่ง ย่อมเกิดขึ้นอาศัยวัตถุรูป
ข้อนั้นปรากฏในปวัตติกาลแน่นอน ไม่ปรากฏในปฏิสนธิกาล เพราะหทัยวัตถุที่เกิดเพราะ
มีวิญญาณ เป็นปัจจัยในกาลนั้น เป็นปุเรชาตปัจจัยไม่ได้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ฉ วตฺถูนิ
ปวตฺตยิ (วัตถุรูป ๖ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณธาตุ ๗ ดวงในปวัตติกาล) เป็นต้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka