ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ปกตํ โหติ. สเจตนสฺเสว หิ อุปปาทนุปเสวนปโยคเสน เจตน์ ปกปุปนํ ปกรณํ. รูปญฺจ
อเจตนํ.๓๙
“อัพยากฤตที่เป็นรูปย่อมไม่ได้ความเป็นปกติูปนิสสยปัจจัย เพราะ ไม่มีสิ่งที่
กระทำก่อน[คือการให้เกิดขึ้นเป็นต้น]ด้วยกระแสรูปไม่มีเจตนา อุปมาเหมือนศรัทธา
เป็นต้นย่อมถูกกระแสนามก่อให้เกิดขึ้น และอุตุโภชนะเป็นต้นย่อมถูกกระแสนามช่องเสพ
แต่ศรัทธาเป็นต้นและอุตุโภชนะเป็นต้นดังกล่าวย่อมไม่ถูกกระแสรูปก่อให้เกิดหรือช่องเสพ
เมื่ออุตูกับเมล็ดพืชเป็นต้นและการกระทำเป็นต้นใดมีอยู่ รูปย่อมเป็นไปได้ อุตูกับเมล็ดพืช
และการกระทำเป็นต้นนั้นย่อมไม่ถูกรูปกระทำให้เกิดขึ้น เพราะความตั้งใจกระทำด้วย
ความเพียรในการก่อให้เกิดและช่องเสพของผู้มีเจตนาเท่านั้นจึงเป็นการกระทำมาก่อน แต่
รูปไม่มีเจตนา”
พระฎีกาจารย์กล่าวใจความนี้ว่า กระแสธรรมมี ๒ อย่าง คือ กระแสรูป และ
กระแสนาม ในกระแสรูปนามเหล่านั้น ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง[มีกรรมเป็นต้นและอุตุโภชนะ
เป็นต้น] ย่อมถูกกระแสนามใดทำให้เกิดขึ้นและช่องเสพเป็นอย่างดีมาก่อน ธรรมอันตนก่อ
ให้เกิดและช่องเสพมาก่อนเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่กระแสนามของตนในกาลอื่น การก่อให้
เกิดขึ้นและการช่องเสพที่เรียกว่าการกระทำมาก่อน ย่อมปรากฏในกระแสนามที่มีเจตนา
อย่างเดียว ไม่ปรากฏในกระแสรูปที่ไม่มีเจตนา แต่โดยปริยายตามพระสูตรที่ตรัสว่า “อิมสฺมิ
สติ อิทํ โหติ, อสตฺถ น โหติ.”๔๐ (เมื่อปัจจัยนี้มีอยู่ ผลนี้ย่อมมี เมื่อปัจจัยนี้ไม่มี ผลนี้ย่อม
ไม่มี) อุปนิสสยปัจจัยพึงกล่าวได้ในรูปธรรม
(๒๓๗) ในคัมภีร์วิภาวนีประกอบบทว่า “ราคทิธรรม สัททิธรรม สุข ทุกข์ บุคคล
โภชนะ อุตุ และเสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมเป็นต้น ทั้งภายในและภายนอกได้ตาม
สมควร” แล้วได้อธิบายว่า “ธรรมมีราคะเป็นต้นเป็นสภาพทำให้มีขึ้นภายใน ส่วนบุคคลเป็นต้น
ถูกช่องเสพภายนอก” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะราคะเป็นต้นที่เกิดขึ้นแก่ตนและผู้อื่นย่อม
เป็นที่อาศัยอันมีกำลังแก่ราคะเป็นต้นในกระแสจิตของผู้อื่นและของตนโดยแท้ ราคะเป็นต้น
ของหญิงชายที่มีฉันทะเสมอกันและของมโนปโทสิกเทวดา (เทวดาผู้จุติด้วยความโกรธ)
เป็นต้น เป็นตัวอย่างในเรื่องนี้