Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

(๒๓๘) การประกอบความในคัมภีร์นั้นตามปาฐะที่ตั้งอยู่ว่า รคาทิธรรม...เป็น
ปัจจัยแก่กุศลธรรมเป็นต้นในภายในและภายนอก] แล้วแสดงเนื้อความด้วยคำเป็นต้นว่า
“ราคะเป็นต้นของตนเป็นที่อาศัยของธรรมมีกุศลเป็นต้นของตนและของผู้อื่นที่ทำกุศลโดย
อาศัยศรัทธาเป็นต้นของกัลยาณมิตร” การแสดงเนื้อความนั้นไม่สมควร เพราะเป็นการแสดง
เนื้อความที่ไม่บริบูรณ์ว่า ราคะเป็นต้นและศรัทธาเป็นต้นของตนเป็นปัจจัยแก่กุศลเป็นต้น
ภายใน ส่วนศรัทธาเป็นต้นของตนเป็นปัจจัยแก่กุศลภายนอก

(๒๓๙) การแสดงความเกิดขึ้นของกุศลและอกุศลภายในโดยอาศัยราคะเป็นต้น
ของตนในคัมภีร์นั้น ด้วยคำเป็นต้นว่า “ทาน ศีล อุโบสถ ฌาน อภิญญา วิปัสสนา และ
การเจริญมรรค พร้อมทั้งราคะเป็นต้นที่เกิดขึ้นต่อมาอันมีราคะเป็นต้นเป็นเหตุ ย่อมมีเพื่อ
การไปเกิดในกามภูมิเป็นต้นโดยอาศัยกามราคะเป็นต้น และเพื่อระงับราคะเป็นต้น” ข้อความ
นั้นไม่สมควร เพราะควรกล่าวขยายคำอธิบายที่แสดงนัยเพียงสังเขปให้บริบูรณ์โดยมีนัย
นั้นเป็นแนวทาง

๒๗. ในคำว่า กรุกตํ อารมฺมณ์ (อารมณ์ที่บุคคลใส่ใจ) นี้ โปรดทราบการจำแนก
ปัจจัยและปัจยุปบันอย่างนี้ว่า กุศลที่เป็นโล키ยะทั้งหมดและมรรคผลขั้นต่ำกับพระนิพพาน
เป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศล อรหัตตมรรค อรหัตตผล และพระนิพพาน เป็นปัจจัยแก่
ชวนจิต อันเป็นมหากิริยาประกอบกับญาณ ๔ ดวง พระนิพพาน เป็นปัจจัยแก่โลกุตตรจิต
๘ ดวง ส่วนกลุ่มธรรมอย่างอื่นที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤตซึ่งเป็นโลกีย์ทั้งหมดยกเว้น
ปฏิฆจิต ๒ โมหมูลจิต ๒ และกายวิญญาณอันเกิดร่วมกับทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่จิตที่
ประกอบกับโลภะ

(๒๔๐) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “คำว่า กรุกตํ อารมฺมณ์ (อารมณ์ที่บุคคลใส่ใจ)
คือ อารมณ์ที่บุคคลใส่ใจด้วยความใคร่ครวญและความพอใจเป็นต้น” เมื่อจะอธิบายความนั้น
ได้กล่าวว่า “ความพิสดารว่า อารมณ์ที่บุคคลใส่ใจอันมีประเภทเป็นฌาน มรรค ผล วิปัสสนา
และพระนิพพานเป็นต้น ย่อมกระทำธรรมมีความใคร่ครวญและความพอใจเป็นต้น
พร้อมทั้งมรรคและผลเป็นต้นให้เนื่องกับตน จึงได้ชื่อว่า อารมฺมณาธิปติ” ข้อความนั้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka