Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ไม่งาม ท่านควรกล่าวว่า “ธรรมคทาน ศีล อุโบสถกรรม โคตรภูที่เคยสั่งสมมาก่อน โวทาน

มรรค ผล และพระนิพพาน พร้อมทั้งราคะ ทิฏฐิ จักขุประสาท และโสตประสาทเป็นต้น”

(๒๔๑) คำว่า “วิปัสสนา” [ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้น] พึงหมายเอาโคตรภูและโวทาน

ทั้งโคตรภูและโวทานที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ก็ไม่ควรเรียกว่า วิปัสสนา

คำว่า สหชาตานํ นามรูปานํ (นามรูปที่เกิดร่วมกัน) คือ นามรูปที่เกิดร่วมกับ

ชวนจิตอันเป็นทวิเหตุและติเหตุ

๒๘. คำว่า อญฺมญฺญํ สหชาตรูปานญฺจ (เป็นปัจจัยแก่กันและกันและเป็น

ปัจจัยแก่รูปที่เกิดร่วมกัน) คือ เป็นปัจจัยแก่กันและกัน และเป็นปัจจัยแก่รูปที่มีกรรมเป็น

สมุฏฐานในขณะปฏิสนธิกับรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในปวัตติกาล

ปัจจัยต่อไปก็มีนัยเดียวกัน

วิญญาณในขณะปฏิสนธิในปัญจโวการภูมิ ย่อมไม่ได้ตั้งโดยปราศจากหทัยวัตถุ

ทั้งหทัยวัตถุก็ไม่ได้ที่ตั้งโดยปราศจากวิญญาณ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฏิสนธิกิจกฺเขน วตฺถุ-

วิปากา อญฺมญฺญํ (หทัยวัตถุและวิบากขันธ์เป็นปัจจัยแก่กันและกันในขณะปฏิสนธิ)

๒๙. ในอัญมัญญปัจจัย ธรรมใดย่อมอุปถัมภ์ตอบธรรมที่อุปถัมภ์ตน ธรรมนั้น

ย่อมถึงความเป็นปัจจัยยุุปปัน แต่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานหาได้อุปถัมภ์จิตไม่ อุปทายรูปก็ไม่

อุปถัมภ์มหาภูตรูปเช่นกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อญฺมญฺญํ (ธรรม

ที่เป็นจิตและเจตสิก เป็นปัจจัยแก่กันและกัน)

(๒๔๒) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “หน้าที่ของอัญมัญญปัจจัยมีได้ด้วยอำนาจของ

การอุปถัมภ์กันและกัน มิใช่มีได้ด้วยการเกิดร่วมกันอย่างเดียว รูปในปวัตติกาลจึงไม่เป็น

อัญมัญญปัจจัยแก่นาม ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อญฺมญฺญํ (ธรรม

ที่เป็นจิตและเจตสิก เป็นปัจจัยแก่กันและกัน) ในพากย์นั้น ด้วยข้อความว่า “มิใช่มีได้ด้วย

การเกิดร่วมกันอย่างเดียว” นี้ พระสุมังคลาจารย์อนุญาตว่า “ถ้าหน้าที่ของอัญมัญญปัจจัย

มีได้ด้วยการเกิดร่วมกันอย่างเดียว หากเป็นตามนี้ รูปในปวัตติกาลก็พึงเป็นอัญมัญญปัจจัย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka