Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

[คัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า การเกิดชวนจิตโดยปราศจากอาวัชชนจิตมีได้ในบางที่ มีไม่ได้ในบางที่ กล่าวคือ การเกิดผลจิตในเมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ การเกิดโคตรภูและโวทานในมรรควิถี และการเกิดอาคันตุกภวังค์ เป็นฐานะที่มีได้ ส่วนฐานะอื่นนอกจากนี้มีไม่ได้]

เช่นเดียวกันนี้ พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า อารมณ์ของจิตในวิถีจิตที่มีอาวัชชนจิตเดียวกันต้องมีสภาวะและกาลไม่ต่างกัน และจิตในเวลาปกติก็มักมีวัตถุรูปทีละอย่างเป็นที่อาศัย ดังนั้น เมื่อบุคคลใคร่ครวญรู้ว่าไม่เที่ยงเป็นต้นโดยปรารภวัตถุรูปภายในที่เป็นปัจจุบัน พอใจอยู่ว่านี่ของเรา วัตถุรูปย่อมถูกใคร่ครวญ ชวนจิตย่อมรับเอาวัตถุรูปที่บุคคลใคร่ครวญเป็นอารมณ์ มิใช่รับเอาวัตถุรูปที่อาศัยของตนๆ ถ้าชวนจิตพึงรับเอาวัตถุรูปที่อาศัยหรืออารมณ์อื่นมาเป็นอารมณ์ ชวนจิตก็ชื่อว่าไม่มีอาวัชชนจิต เพราะไม่รับอารมณ์ที่อาวัชชนจิตรับเอาแล้วรับอารมณ์อื่นเกิดขึ้น และชื่อว่ามีอารมณ์ต่างกัน เพราะเกิดขึ้นรับรู้วัตถุรูปทีละอย่างหรืออารมณ์อื่นอันเกิดภายหลัง ความเป็นไปเช่นนี้ไม่ได้เพราะขัดแย้งกับคัมภีร์อรรถกถา ดังนั้น วัตถารัมมณุปุรชาตปัจจัยจึงไม่มีในเวลาปกติ

แต่ในเวลาใกล้เสียชีวิต จิตมีอาวัชชนจิตเป็นต้นทั้งหมดย่อมเป็นไปอาศัยวัตถุรูปอย่างเดียวกัน ดังนั้น วัตถุรูปจึงเป็นที่ตั้งและอารมณ์ของอาวัชชนจิตเป็นต้นซึ่งเป็นไปรับรู้วัตถุรูป

หากเป็นตามนี้ การที่ชวนจิตไม่มีอาวัชชนะหรือมีอารมณ์ต่างกันย่อมไม่มีทั้งหมดนี้เป็นความเห็นของพระอรรถกถาจารย์เหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในมติข้างต้น ข้อความที่กล่าวว่า “ถ้าชวนจิตพึงรับเอาวัตถุรูปที่อาศัยหรืออารมณ์อื่นมาเป็นอารมณ์ของตนๆ ชวนจิตก็ชื่อว่าไม่มีอาวัชชนจิต เพราะไม่รับอารมณ์ที่อาวัชชนจิตรับเอาแล้วรับอารมณ์อื่นเกิดขึ้น” ย่อมไม่สมควรก่อน เพราะชวนจิตรับรู้อารมณ์ตามที่อาวัชชนจิตใคร่ครวญได้ เปรียบเสมือนอาวัชชนจิตย่อมใคร่ครวญวัตถุรูปฉันใด ชวนจิตก็แล่นไปรับรู้วัตถุรูป ฉันนั้น ไม่ใช่รับรู้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น การที่ชวนจิตปราศจากอาวัชชนจิตจึงไม่มี

แม้การที่ชวนจิตมีอารมณ์ต่างกันย่อมไม่มีเหมือนกับที่ไม่ปราศจากอาวัชชนจิต เพราะจำแนกให้ต่างกันไม่ได้ เนื่องจากวัตถุรูปจำนวนมากที่เป็นไปก่อนและหลังเหมือน

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka