ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เป็นสิ่งเดียวกันโดยความเป็นกลุ่มก้อนอันต่อเนื่อง บุคคลจะรับรู้อาว์ชชนจิตหรือชวนจิตโดย
จำแนกวัตถุรูปหนึ่งๆ ให้ต่างกันว่าเป็นวัตถุนี้ไม่ได้ และการมีสภาวะหรือกาลต่างกันแน่นอน
ในฐานะที่จำแนกไม่ได้เช่นนี้ก็หามิได้ ดังนั้น การที่ชวนจิตเหล่านั้นมีอารมณ์ต่างกันจึงไม่มี
ด้วยถ้อยคำดังนี้ ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]แสดงว่า การเกิดขึ้นของวัตถารัมมณ-
ปุเรชาตปัจจัยนี้ปรากฏในเวลาปกติได้
นามรูปนี้ในรูปภายในของผู้หยังเห็นอยู่ว่า รูปของเราไม่เที่ยง หรือรูปไม่ใช่
ของเรา โดยปรารภรูปกายปัจจุบันทั้งหมดของตน ไม่ควรกล่าวว่าไม่ใช่่อารมณ์ของจิต
แต่กล่าวได้ว่าในบรรดารูปเหล่านั้นที่เป็นอารมณ์ รูปบางอย่างเป็นอารัมมณปัจจัยอย่างเดียว
บางอย่างเป็นอารัมมณปุเรชาตปัจจัย บางอย่างเป็นวัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย
๓๑. คำว่า กพฬิกาโร อาหาโร (กพฬิการอาหาร) คือ อาหารอันเป็นรูปที่เกิดจาก
สมุฏฐาน ๔ และอาหารภายนอก ซึ่งเกิดแก่เหล่าสัตว์ผู้เป็นกามาวจรตั้งแต่ขณะปฏิสนธิกาล
อาหารภายในอันเกิดจากสมุฏฐาน ๓ ย่อมทำหน้าที่อุปถัมภ์ในเวลาเป็นน้ำใส (กลละ) เป็นต้น
แก่เหล่าสัตว์ผู้ถือกำเนิดในครรภ์ ตลอดเวลาที่ยังไม่ได้รับอาหารแผ่ซ่านของมารดา ดังพระ-
พุทธวจนะในคัมภีร์ปัฏฐานว่า
ปฏิสนฺธิกขเณ กพฬิกาโร อาหาโร อิมสฺส กายสฺส อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย.๔๓
“กพฬิการอาหารในขณะปฏิสนธิเป็นปัจจัยแก่กายนี้ โดยความเป็นอาหารปัจจัย”
แต่การที่กพฬิการอาหารก่อให้เกิดรูปอันมีโอชาเป็นที่ ๘ ย่อมปรากฏในเวลาได้รับ
การอุปถัมภ์จากอาหารภายนอก
ถามว่า : เหตุใดพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ยญฺจสฺส ภุญฺชติ มาตา
เตน โส ตตฺถ ยาเปติ
อนุนํ ปานญฺจ โภชนํ
มาตุกุจฺฉิคโต ติโร.๔๔
“มารดาของเด็กผู้อยู่ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด
เด็กผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหาร
อย่างนั้นในครรภ์”