ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตอบว่า : พระผู้มีพระภาคตรัสไว้เพื่อแสดงอาหารอันปรากฏชัดแก่อินทกยักษ์นั้น
คำว่า อิิมสฺส กายสฺส (ร่างกายนี้) มีความหมายว่า กพพลิการอาหารเป็นปัจจัยแก่รูป
ที่มีสมุฏฐานเดียวกันในอุปปาทขณะของปฏิสนธิจิตแห่งเหล่าสัตว์ผู้ถือกำเนิดในครรภ์ และเป็น
ปัจจัยแก่รูปที่มีสมุฏฐาน ๒ ในฐิติขณะและภังคขณะ ต่อจากนั้นก็เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีสมุฏฐาน
๓ ส่วนในเวลาสารอาหารแผ่ซ่านไป ย่อมเป็นปัจจัยแก่รูปที่มีสมุฏฐาน ๔ กพพลิการอาหารนี้
พึงกล่าวตามสมควรแก่เหล่าสัตว์อื่น [คือสัตว์ผู้เกิดในที่ชื้นแฉะและโอลปาติกะ]
ส่วนในรูปภูมิ โปรดทราบความเป็นไปของอัตภาพได้โดยปราศจากหน้าที่ของ
อาหารทั้งสองตลอดกัปเป็นอันมาก ด้วยอำนาจของรูปชีวิตินทรีย์ที่แผ่ซ่านไปได้ตลอด
กาลนาน ซึ่งเป็นสภาพปรากฏขึ้นด้วยกรรมพิเศษที่บรรลุอัปปนา และด้วยอำนาจของอาหาร
ที่เป็นนามอันนับเข้าในภวังคจิตเช่นนั้น
ตามนัยดังกล่าวนี้ พึงกล่าวความเป็นไปของอัตภาพโดยปราศจากอาหาร
ภายนอกตลอดกาลนานในเทวดา เปรต และสัตว์นรกผู้มีกรรมชรูปมากกว่ารูปอื่น แต่ใน
บุคคลเหล่านั้น อาหารภายในย่อมมีได้
๓๓. แม้วิปากขันธ์เป็นวิปยุตตปัจจัยแก่หทัยวัตถุในขณะปฏิสนธิ แต่ได้นับเข้า
ในคำว่า จิตตเจตสิกา ธมฺมา สหชาตรูปาน์ (ธรรมคือจิตและเจตสิกเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิด
ร่วมกัน) นี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โอุกกุนฺติกขเณ วตฺถุ วิปากาน์ (หทัยวัตถุเป็นปัจจัย
แก่วิบากขันธ์ในขณะปฏิสนธิ)
๓๔. คำว่า สพฺพถา แปลว่า ทุกประการ พึงประกอบกับคำว่า สหชาต (สหชาต-
ปัจจัย) เป็นต้น ประการ[ในที่นี้] มี ๓ อย่าง โดยจำแนกเป็น สหชาตปัจจัย เป็นต้น
คำว่า รูปชีวิตมิจจย พึงประกอบบทว่า อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยนี้ที่โบราณา-
จารย์ทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้[ว่ามี ๕ อย่าง]
ถามว่า : กพพลิการอาหารและรูปชีวิตินทรีย์พึงนับเข้าในสหชาตปัจจัย หากเป็น
ตามนี้ อัตถิปัจจัยก็จะมี ๓ อย่างมิใช่หรือ
ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะกพพลิการอาหารและรูปชีวิตินทรีย์ไม่มีลักษณะ